“หากสิ้นบุญหลวงปู่แล้วต่อไปให้ไปทำบุญสร้างวัดกับหลวงพ่อสรวง จังหวัดลพบุรีนะ เพราะท่านเป็นพระแท้และไม่ธรรมดาเลยทีเดียว”
หลวงปู่ดู่  พรหมปัญโญ วัดสระแก กล่าวกับลูกศิษย์ที่มาหา (คุณอรรถพล อมรรัตนภักดีกุล )
 หลวงปู่สรวง  วรสุทฺโธ  วัดถ้ำพรหมสวัสดิ์ อายุ ๗๘ ปี พรรษา ๕๒
หลานแท้ๆ พ่อท่านลี ธัมมธโร วัดอโศการาม พระมหาเถราจารย์ผู้ศึกษาทั้งด้านปริยัติ วิชา อาคม จนแตกฉาน ปฎิบัติวิปัสสนากัมมัฎฐาน จนเข้าถึงแก่นธรรมขั้นสูงคือ อภิญญาฌาน การรู้แจ้ง
อายุกาลพรรษามาก ภูมิธรรมเอกอุ พระกัมมัฎฐานหนึ่งเดียวในจังหวัดลพบุรี เสกอะไรเป็นแรง ทำอะไรเป็นขลัง ด้วยอานุภาพพลังสมาธิจิตที่แก่กล้า เจ้าตำรับไก่ฟ้าพญาเลี้ยง ตะกรุดโทน “ไก่เถื่อน” สืบสานตำนานการสร้างตามตำราโบราณสมเด็จสังฆราช (สุก) ไก่เถื่อน ซึ่งได้รับการถ่ายทอดวิทยาอาคมจากหลวงปู่แขม วัดสำเภาล่ม จังหวัดสุพรรณบุรี ศิษย์เอกหลวงพ่อเนียม วัดน้อย ได้รับการถ่ายทอดวิชาการทำตะกรุดโทนอันลือลั่น
จากหลวงปู่โทน  กันตสีโล ศิษย์หลวงปู่ใหญ่สมเด็จลุน เมืองเวินไซนครจำปาสัก ประเทศลาว
อัตตะโนชีวประวัติ (ย่อ)
พระครูสุทธิวราภรณ์ (หลวงปู่สรวง  วรสุทฺโธ)  นามเดิม สรวง  นามสกุล  พรหมสวัสดิ์  เกิดเมื่อวันพุธที่  ๑๔  กุมภาพันธ์ พ.ศ.  ๒๔๗๖  ขึ้น  ๓  ค่ำเดือน  ๓  ปีระกา  บ้านน้อยนาเวิน  บ้านเลขที่  ๗  หมู่  ๑๐  ตำบลโพนเมืองน้อย  อำเภอหัวตะพาน  จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันจังหวัดอำนาจเจริญ) บิดา  นายประสาร  มารดา  นางสอน  พรหมสวัสดิ์  มีพี่น้องทั้งหมด  ๘  คน หลวงปู่สรวง  วรสุทฺโธ อายุ ๗๘ ปี พรรษา ๕๔ สมถะ เรียบง่าย สงบ  นิ่งบริสุทธิ์ สุขุม สาธุชนกล่าวขานถวายนามว่า “เทพเจ้าแห่งขุนเขาสาลิกา” อุปสมบทเมื่อปี 2496 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาสเสด็จกลับประเทศไทย ที่วัดศรีบุรีรัตนาราม จังหวัดสระบุรี มีภิกษุอุปสมบทด้วยกันสมัยนั้นมากถึง 2,000 รูป ได้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดสำเภาล่ม จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อขอถวายตัวเป็นศิษย์หลวงปู่ขอม วัดไผ่โรงวัว พระอมตะเถราจารย์ร่างไม่เน่า เปื่อย หลวงปู่แขม วัดสำเภาล่ม ศิษย์เอกหลวงพ่อเนียม  วัดน้อย สหธรรมิก หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน  ผู้เป็นอาจารย์หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค และหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ได้รับการถ่ายทอดวิชาเป่านะหน้าทองจากหลวงปู่อิ่ม และอาจารย์แขก วัดหัวเขา ผู้เป็นทายาทอาคมแห่งหลวงปู่สุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ได้รับการสักยันต์ และวิชาการสักยันต์ การทำวัวธนู จากอาจารย์ผาด จอมขมังเวทย์ฆราวาสที่เรียนวิชาจากหลวงพ่อน้อย  วัดศรีษะทอง หลวงพ่อเงิน  วัดดอนยายหอม หลวงปู่เพิ่ม วัดกลางบางแก้ว จ.นครปฐม เมื่อครั้งธุดงค์อยู่ตามชายฝั่งแม่น้ำโขงได้ถวายตัวเป็นศิษย์หลวงปู่ตาเดียว พระกัมมัฎฐานในป่า ผู้เรียนวิชาจากสมเด็จลุน และญาท่านกรรมฐานแพง ได้เรียนวิชาตำราโบราณตะกรุดไก่แก้ว-ไก่เถื่อน สาลิกา สีผึ้งพญาหงส์ทองจาก อาจารย์ทา ฆราวาสชาวเขมรที่จังหวัดศรีษะเกษ และอาจารย์เพ็ง จังหวัดอุบลราชธานี ศิษย์ฆราวาสสมเด็จลุน หลังจากเดินธุดงค์มาสร้างวัดที่จังหวัดลพบุรีแล้วหลวงปู่สรวง ยังได้มีโอกาสถวายตัวเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ วัดสระแก ได้รับการถ่ายทอดวิชาการสร้างพระยันต์ นะ ครอบจักรวาลกับหลวงปู่ดู่ด้วย เมื่อเข้าใจถึงแก่นแท้แห่งวิชาอาคมที่ได้ศึกษามาแล้ว กรอป์กับต้องการศึกษาในด้านกัมมัฎฐานในปีพ.ศ.2500จึงได้เดินทางกลับอุบลราชธานี และได้มีโอกาสเจอกับพระอาจารย์คำบุ ธัมมธโร ศิษย์ในหลวงปู่มั่น  ภูริทัตโต จากนั้นพระอาจารย์คำบุ ได้เทศนาพร่ำสอนจนเกิดความเลื่อมใสในการปฏิบัติกัมมัฏฐานและได้พาธุดงค์ขึ้นไปหาพระอาจารย์จวน กุลเชฎฺโฐ ที่สำนักสงฆ์ถ้ำจันทร์ จังหวัดหนองคาย ได้เรียนวิชายันต์เกราะเพชร และปรอทปราบหงส์สา จากพระอาจารย์จวน ซึ่งท่านได้รับถ่ายทอดมาจากหลวงปู่มั่น ภายหลังได้ญัติเป็นพระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตในปีพ.ศ.2502 เพื่อศึกษาด้านจิตภาวนาวิปัสสนากัมมัฎฐานโดยมี พระครูพุฒิวราคม ศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เป็นพระอุปัชฌาย์ ที่พระอุโบสถวัดประชานิยม ตำบลคล้อใต้ อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนครในปีนั้น หลังจากอุปสมบทแล้วได้จาริกธุดงค์ไปจำพรรษากับหลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล  หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่ตื้อ  อจลธัมโม หลวงปู่แหวน สุจิณโณ หลวงปู่เทสก์  เทสรังสี หลวงปู่จวน กุลเชฎฺโฐ  หลวงปู่วัน  อุตฺตโม  หลวงปู่สิงห์ทอง ธัมมธโร และหลวงปู่คำบุ  ธัมมธโร พ.ศ.2509 ถึง 2513 ได้จาริกธุดงค์ไปกับพระอาจารย์จวน  พระอาจารย์คำบุ เพื่อสร้างสำนักสงฆ์ภูทอกดังที่ได้เห็นในปัจจุบัน พ.ศ.2518 ได้จาริกธุดงค์ไปกับพระอาจารย์คำบุ  ธัมมธโร  เพื่อสร้างสำนักสงฆ์สันติวนาราม จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันเป็นจังหวัดอำนาจเจริญ) พ.ศ.2524 ได้อำลาพระอาจารย์คำบุเพื่อเดินทางไปศึกษาธรรมะกับหลวงพ่อพุธ  ฐานิโย วัดป่าสาลวัน จังหวัดนครราชสีมา จากนั้นก็ได้จาริกธุดงค์ไปเรื่อยๆ ตามชายนา ป่าเขา ลำเนาไพร ได้พักจำวัดปักกลดอยู่ที่ใต้ต้นมะเดื่อต้นหนึ่ง ริมคลองน้ำในเขตอำเภอหมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี หลังจากนั่งสมาธิ จนจิตสงบแน่นิ่งแล้วหลวงปู่ได้นิมิตเห็นเทวดาสามองค์ลอยมาจากภูเขาด้านทิศตะวันออกพอถึงก็ก้มลงกราบ พร้อมกับเอ่ยวาจาอาราธนานิมนต์หลวงปู่ไปโปรดญาติที่ถ้ำภายในภูเขาอันเป็นที่ตั้งของวัดถ้ำพรหมสวัสดิ์ในปัจจุบัน หลวงปู่รับอาราธนาพร้อมกับเดินทางไปยังภูเขาที่เห็นในนิมิตภายในรุ่งเช้าหลังจากฉันภัตราหารเสร็จ เมื่อถึงก็ได้พบถ้ำใหญ่ดังที่เห็นในนิมิตหลวงปู่ได้พักปักกลดและปุรณะปฏิสังขรณ์จนเป็นวัดในปัจจุบัน ประวัติ และประสบการณ์ในการออกจาริกธุดงค์ด้วยระยะอันยาวนานกว่า 30 ปี ให้ศึกษาในอัตโนชีวประวัติ ฉบับสมบูรณ์
ขอเรียนเชิญร่วมงานทำบุญคล้ายวันเกิดอายุครบ ๗๘ ปี ๕๔ พรรษา๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ คณะสงฆ์และศิษยานุศิษย์น้อมจัดมุทิตาสัการะถวายในวันอาทิตย์ ที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ เชิญเข้าร่วมพิธีมหาพุทธาภิเษกโดยพระเกจิอาจารย์ดังแห่งยุค
วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ เวลา ๑๔.๐๙ น.
 
ประวัติและปฏิปทาจริยาวัตรของหลวงปู่สรวง วรสุทฺโธ
************
หลวงปู่สรวง วรสุทฺโธ  มีนามเดิมว่าสรวง  นามสกุล พรหมสวัสดิ์  เกิดเมื่อวันที่ ๑๔  กุมภาพันธ์ พ.ศ.  ๒๔๗๖ ตรงกับวันพุธ ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๓ ปีระกา  ณ บ้านน้อยนาเวิน  บ้านเลขที่๗ หมู่ ๑๐ ตำบลโพนเมืองน้อย  อำเภอหัวตะพาน  จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันเป็นจังหวัดอำนาจเจริญ) 
 บิดาของท่านชื่อ นายประสาร  มารดาชื่อนางสอน ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดาทั้งหมด ๔คน และพี่น้องร่วมมารดาอีก ๔ คน รวมทั้งหมดเป็น ๘ คนด้วยกัน มีชื่อตามลำดับดังนี้
                ๑.  นายสิงห์        พรหมสวัสดิ์         (ถึงแก่กรรม)
                ๒.  นายสังข์       พรหมสวัสดิ์         (ถึงแก่กรรม)
                ๓.  หลวงปู่สรวง     วรสุทฺโธ          
                ๔.  นางหนูพันธ์     พรหมสวัสดิ์    (ถึงแก่กรรม)
๕.  นายพรหมา วงศ์ก่อ                   (ถึงแก่กรรม)
                ๖.  นางสุตตา       วงศ์ก่อ                   (ปัจจุบันอยู่บ้านน้อยนาเวิน จ.อำนาจเจริญ)
                ๗.  นายหนูจันทร์ วงศ์ก่อ                 (ถึงแก่กรรม)
                ๘.  นายบัวพัน     วงศ์ก่อ                   (ถึงแก่กรรม)
                หลวงปู่มีโอกาสบวชเป็นครั้งแรกในปี ๒๔๙๖ เมื่อท่านมีอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์ ซึ่งการอุปสมบทครั้งนั้นเป็นการอุปสมบทหมู่พร้อมพระสงฆ์จำนวน ๒,๐๐๐ รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาสเสด็จนิวัติกลับประเทศไทย ณ วัดศรีบุรีรัตนาราม ตำบลปากเพียว อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี หลังจากอุปสมบทแล้วในปีนั้นทางจังหวัดสุพรรณบุรีขาดแคลนพระจำพรรษอยู่หลายวัดจึงได้มาขออาราธนาท่านเจ้าคุณวัดปากเพียว เพื่อขอพระสงฆ์ไปจำพรรษาที่จังหวัดสุพรรณบุรี หลวงปู่ได้รับขัดเลือกจากท่านเจ้าคุณพระอุปัชฌาย์ ให้ท่านได้เดินทางไปจำพรรษาที่ วัดบ้านทึ่ง  อำเภอเดิมบางนางบวช  จังหวัดสุพรรณบุรี และในช่วงเวลานี้เองที่หลวงปู่ได้มีโอกาสถวายตัวเป็นลูกศิษย์หลวงปู่แขม วัดสำเภ่าล่ม  ซึ่งในขณะนั้นท่านมีอายุได้เกือบ ๘๐ ปีแล้ว หลวงปู่แขมได้เมตตาสอนวิชาอาคมต่างๆ ที่ได้ศึกษามาจากหลวงพ่อเนียม หลวงพ่อโหน่ง และหลวงปู่อิ่มให้ เพราะพิจาราณาถึงความเหมาะสม บุคลิก จริยาวัตรของหลวงปู่ว่าเหมาะสมที่จะได้รับการถ่ายทอดวิชาอาคมเป็นอย่างยิ่ง เพราะโดยคุณสมบัติทั่วไปแล้วหลวงปู่ท่านเป็นคนสุขุม ไม่ค่อยพูดโอ้อวด ทำอะไรก็จริงจังเสมอ ถึงแม้ว่าจะเป็นภิกษุหนุ่ม พรรษาไม่มากก็ตาม ในปีนั้นหลวงปู่ไม่ได้จำพรรษาที่วัดหลวงปู่แขมเนื่องจากมีชาวบ้านมานิมนต์ให้ไปจำพรรษาที่วัดอื่นก็ไม่ไกลกันนัก  และวัดที่หลวงปู่จำพรรษาอยู่นี้ก็ไม่ไกลจากวัดไผ่โรงวัว ทำให้หลวงปู่ได้มีโอกาสได้ไปกราบสนทนาธรรมและวิชาความรู้ต่างๆจากหลวงปู่ขอมอยู่ตลอดพรรษา จนครั้นพ.ศ.๒๔๙๗ ในช่วงปลายปีหลังจากออกพรรษาแล้ว หลวงปู่จึงได้ย้ายไปอยู่วัดสำเภาร่ม กับหลวงปู่แขมองค์หลวงปู่แขมนั้น ท่านไม่ได้เป็นเจ้าอาวาสเป็นเพียงแต่พระลูกวัดจึงไม่มีรูปถ่ายให้อนุชนคนรุ่นหลังได้เห็น อดีตท่านเคยเป็นโจร ผู้คนให้นามกล่าวขานชื่อท่านว่า “เสือฝ้าย” แห่งสุพรรณ ผู้ที่รู้จักประวัติและให้ความเคารพหลวงปู่แขมเป็นอย่างดีคือ เสือมเหศวร เพราะเคยร่วมงานกันมานาน เมื่อได้รับสรรพวิทยาอาคมจากหลวงปู่แขมจนหมดสิ้นแล้ว หลวงปู่ได้ไปกราบคารวะถวายตัวเป็นลูกศิษย์หลวงปู่อิ่ม วัดหัวเขา แต่ยังไม่ทันได้ศึกษาอะไรมากนักหลวงปู่อิ่ม ก็มรณภาพ หลวงปู่ได้ศึกษาวิชาอาคมต่างๆ ต่อจากหลวงปู่แขก ผู้เป็นศิษย์แห่งหลวงปู่อิ่ม อีกที่หนึ่ง จึงได้ครบสมความตั้งใจที่อยากศึกษา ปลายปี พ.ศ.2498 หลวงปู่ได้ลาสิกขา เนื่องจากทางบ้านยังมีภาระอีกมาก กรอบกับโยมแม่ที่อุบลราชธานีป่วยหนัก
                ถึงแม้จะลาสิกขามาแล้ว ด้วยความเคยชิน และความมีอุปนิสัยที่รักในการบวชชอบความสงบ อาจจะเป็นเพราะบุญบารมีที่อบรมบ่มเพราะมาแต่ในอดีต วันหนึ่งหลวงปู่ก็เกิดความเบื่อหน่ายในชีวิตฆราวาส เบื่อหน่ายในหน้าที่การงานและการกระทำในปัจจุบันของตัวเอง เกิดความคิดขึ้นว่า “ชีวิตตัวเรานี้นอกจากจะกินเที่ยวแล้วก็หาสาระแก่นสารอะไรไม่ได้เลย ไม่มีคุณค่าและความหมายสมกับที่ได้เกิดมาเลย มีแต่ชักนำไปในทางที่ผิดมีแต่คิดไปในสิ่งที่ตกต่ำต่อไปนี้สิ่งในที่มันอยากทำเราก็จะไม่ทำ สิ่งไหนที่มันต้องการมากๆ เราก็จะไม่หามาให้มัน ลองดูสิทำไมมันมัวลงมัวเมาอยู่อย่างนี้”  เมื่อจิตเกิดความเบื่อหน่ายถึงขั้นนั้น กาลเวลาก็ล่วงเลยเข้า พ.ศ.๒๕๐๐  อันเป็นช่วงกึ่งพุทธกาลพอดี หลวงปู่จึงคิดตัดสินใจว่า จะทำการอุปสมบทอีกครั้งหนึ่งเพื่อเป็นการทดแทนบุญคุณให้กับบิดามารดา และเพื่อเป็นการดัดนิสัยตนเอง โดยในช่วงก่อนเข้าพรรษาก็ได้เข้าพิธีอุปสมบทที่บ้านเกิดในจังหวัดอุบลราชธานี            โดยมี เจ้าอธิการคำ  อิณฺณมุตฺโต วัดบ้านแชะแง เป็นพระอุปัชฌาย์
                หลวงปู่เล่าว่าอันที่จริงแล้วในครั้งนั้นเกิดความเบื่อหน่ายก็จริงแต่พอมาบวชแล้วก็มีเรื่องตามมาอีกคือโยมแม่อยากให้แต่งงาน หลวงปู่ตั้งใจที่จะบวชเพียงเจ็ดวันเท่านั้น แต่อาจจะเป็นเพราะเหล่าเทพเทวามาดลใจหรือด้วยบารมีที่เราสั่งสมมาในอดีตชาติก็สุดที่จะทราบได้ เมื่อถึงเช้าของวันที่เจ็ดในช่วงเวลาที่หลวงปู่กำลังเดินบิณฑบาตอยู่นั้นเอง ก็กลับมีเหตุการณ์ที่พลิกผันชีวิตของหลวงปู่จนทำให้ตัดสินใจที่จะเดินทางอยู่ในเส้นทางแห่งร่มกาวสาวพัตร มาตราบจนทุกวันนี้ กล่าวคือ ในขณะที่กำลังเดินผ่านบ้านหญิงคนหนึ่งที่กำลังรอใส่บาตรอยู่นั้น หลวงปู่ก็ได้เห็นภาพของหญิงคนนั้นกำลังสาละวนอยู่กับลูกที่กำลังร้องไห้กระจองอแง ยื้อยุดฉุดกระชากผู้เป็นมารดาของตนอยู่ ภาพเหตุการณ์นั้นทำให้หลวงปู่คิดย้อนไปถึงมารดาของหลวงปู่ว่า มารดาของเราก็คงจะต้องเหนื่อยยากลำบากเป็นอย่างมากเช่นเดียวกับหญิงผู้นี้ ในการที่จะอบรมเลี้ยงดูท่านมาจนเติบใหญ่เช่นในขณะนั้น ถึงแม้ว่าเราแต่งงานมีครอบครัวก็คงจักไม่ต่างอะไรกับหญิงคนนี้มากนัก ก็เกิดความเบื่อหน่ายขึ้นมาอีก และเมื่อหลวงปู่ได้เดินต่อมาอีกสักครู่ หลวงปู่ก็ได้เห็นหญิงชราผู้หนึ่งรอใส่บาตรอยู่ หญิงชราผู้นี้ทำให้หลวงปู่นึกไปถึงมารดาของหลวงปู่อีกครั้ง และก็คิดขึ้นได้ว่า วันหนึ่งข้างหน้า มารดาของเราก็คงจะมีผิวหนังเหี่ยวย่น แก่ชรา อ่อนกำลัง เช่นหญิงชราผู้นี้ถึงแม้เราแต่งงานภรรยา รวมทั้งตัวของเราก็คงจักเป็นเช่นนี้เหมือนกัน เมื่อคิดได้ดังนั้น ความตั้งใจในการลาสิกขาของหลวงปู่จึงปลาสนาการสิ้นไป จึงตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าเราจะครองเพศสมณะอยู่ในผ้าเหลืองต่อไปเพื่อแทนคุณมารดาของเรา ถือได้ว่าความกตัญญูกตเวทีที่หลวงปู่มีต่อมารดาของท่านนั่นเองที่กลายมาเป็นบุญบารมียิ่งใหญ่ที่มีส่วนทำให้หลวงปู่ได้เดินอยู่ในเส้นทาง แห่งความเป็นพระพุทธชิโนรสอันบริสุทธิ์มาจนตราบเช่นในปัจจุบัน
ดูเหมือนกับว่า การเห็นถึงความเป็นอนิจจังและทุกขังของร่างกายมารดาและหญิงชราในครั้งนั้นจะไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่เหนี่ยวรั้งหลวงปู่ไว้ให้อยู่ในผ้าเหลือง แต่เพียงเพื่อที่จะทำตามประเพณีและแสดงความกตัญญูต่อมารดาแต่เท่านั้น เพราะหลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น หลวงปู่ก็ได้พิจารณานำเอาสิ่งที่ท่านเห็นโน้มเข้าสู่กายของตนเองจนคิดได้ว่า ไม่ใช่เพียงแต่ร่างกายของมารดาหรือหญิงชราผู้นั้นเท่านั้นที่จะต้องเหี่ยวย่นและเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาหาได้เป็นสิ่งที่จีรังยั่งยืน แต่ตัวของท่านเองก็เช่นเดียวกันย่อมที่จะต้องเดินทางไปสู่ความเสื่อมสลายเช่นนั้นอย่างเดียวกันโดยที่ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ ท่านกล่าวว่าการน้อมสิ่งนี้มาใส่ตัวก็ทำให้ท่านเห็นว่า กายเขากายเรา ของเขาของเรา ต่างก็เหมือนกัน เป็นอย่างเดียวกันทั้งนั้น ไม่ได้มีความแตกต่างกันแต่อย่างใดเลย มีแต่ความไม่จีรังยั่งยืนทั้งสิ้น และในเช้าวันหนึ่งในขณะที่สายตาของท่านกำลังจับจ้องอยู่ที่ขอบบาตรในขณะที่กำลังบิณฑบาตนั้นเอง ท่านก็ได้เห็นมือข้างหนึ่งกำลังเอื้อมมาใส่กับข้าวในบาตรท่าน แต่แทนที่มือข้างนั้นจะเป็นมือที่มีเลือดเนื้อเช่นปุถุชนธรรมดาทั่วไป ภาพที่ปรากฏแก่ตาของท่านในครั้งนั้นกลับกลายเป็นกระดูกแห้งๆที่ไร้เนื้อหนังมังสาใดๆปกคลุม แม้ว่าหลวงปู่จะปิดฝาบาตรและเดินต่อไปโดยไม่ได้รู้สึกตระหนกตกใจประหนึ่งไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น แต่ภาพที่ท่านเห็นในครั้งนั้นก็ทำให้ท่านยิ่งเกิดความเบื่อหน่ายต่อการเกิด การตายและการมีชีวิตมากยิ่งขึ้นอีก จนทำให้ท่านตั้งใจว่า ท่านจะอยู่ในเพศบรรพชิตจนตลอดชีวิตโดยไม่มีความคิดที่จะกลับมาใช้ชีวิตในเพศฆราวาสอีกเลย
                อันที่จริงแล้ว ก่อนเข้าพรรษาในปีนั้น พ่อท่านลี วัดอโศการาม ผู้ซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่ของหลวงปู่ได้ทราบว่าหลวงปู่ออกบวชจึงได้ฝากคนมาบอกให้ท่านไปจำพรรษาอยู่ด้วย แต่ท่านก็ไม่มีโอกาสได้ไป แต่ก่อนเข้าพรรษาปีนั้นเองท่านก็ได้อำลาญาติโยมกลับไปจำพรรษากับหลวงปู่แขมที่วัดสำเภาร่ม อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี อีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากยังมีความสนใจในสรรพเวทย์วิทยาอาคมต่างๆ ตามความนิยมของคนในสมัยนั้น ในครั้งนี้หลวงปู่แขมท่านได้สอนสรรพวิชาอาคมต่างๆให้หลวงปู่ตามที่ท่านได้เรียนรู้มาจนหมดสิ้น หลังจากนั้นท่านก็ได้ไปขอเรียนวิชากับพระอาจารย์แขก ที่วัดหัวเขา ซึ่งท่านเป็นศิษย์รูปหนึ่งของหลวงปู่อิ่ม ต่อจากนั้นก็ได้ไปขอศึกษาวิชาอาคมกับอาจารย์ผาด หรือเสือผาด ในอดีต ซึ่งท่านได้สักยันต์ให้ และถ่ายทอดวิชาอาคมต่างๆ ให้จนหมดสิ้นเช่นกัน
                หลังจากที่ท่านได้ศึกษาวิชาอาคมต่างๆในจังหวัดสุพรรณบุรีอยู่สองพรรษา ท่านก็ได้กราบลาหลวงปู่แขมเพื่อออกเดินธุดงค์ไปหาพระอาจารย์ฝ่ายกัมมัฏฐาน โดยมีความตั้งใจว่าจะเดินทางไปหาพระอาจารย์จวน กุลเชฎฺโฐ แต่ยังไม่ทันที่จะได้พบกับพระอาจารย์จวน ในช่วงเวลาที่ท่านกำลังกลับไปเยี่ยมบ้านที่อำนาจเจริญนั่นเอง ก็พอดีประจวบเหมาะกับที่พระอาจารย์คำบุ ธมฺมธโร ซึ่งเป็นสหธรรมิกกับพระอาจารย์จวน ได้ธุดงค์มาพักปฏิบัติธรรมอยู่ที่ป่าช้าใกล้บ้านเหล่าขวาวอันเป็นบ้านเกิดของท่านอาจารย์อยู่พอดี หลวงปู่จึงมีโอกาสได้ไปกราบท่าน และก่อนเข้าพรรษาในปีนั้นเองท่านจึงพาหลวงปู่ออกเดินทางเพื่อไปพบพระอาจารย์จวน เพื่อให้มีโอกาสได้ประพฤติปฏิบัติธรรมตามที่ท่านตั้งใจไว้แต่แรก หลวงปู่จวนได้พิจารณาถึงจริยาวัตรของหลวงปู่แล้วว่าควรให้ญัติในคณะสงฆ์ธรรมยุต จึงได้ทำหนังสือขึ้นฉบับหนึ่งมอบหมายให้พระอาจารย์คำบุ นำพาหลวงปู่ไปยังจังหวัดสกลนคร เพื่อขอญัติเป็นพระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุต โดยที่แรกจะกราบขอ ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ วัดโพธิ์สมพร เป็นพระอุปัชฌาย์ แต่ปีนั้นท่านเจ้าคุณจูม เกิดอาพาธหนักไม่สามารถให้การญัติได้จึงได้มอบหมายให้พระครูพุฒิวราคม เป็นพระอุปัชฌาย์แทน
พรรษา ๑  พ.ศ. ๒๕๐๒ อายุ ๒๖ ปี
ญัตติใหม่เป็นธรรมยุต  ที่วัดประชานิยม ตำบลค้อใต้ อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
                ในช่วงปลายปี ๒๕๐๑ นั้นเอง หลวงปู่ก็ได้เดินทางไปถึงถ้ำจันทร์ อำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย อันเป็นที่ซึ่งพระอาจารย์จวนกำลังจำพรรษาอยู่ ซึ่งสำหรับพระอาจารย์คำบุนั้นเมื่อได้ส่งหลวงปู่เรียบร้อยแล้วก็ได้แยกเดินทางไปจำพรรษา ณ วัดธาตุฝุ่น อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร หลวงปู่เล่าว่าเมื่อท่านได้พบกับพระอาจารย์จวนเป็นครั้งแรกท่านก็ถามว่า เป็นยังไงมายังไง อยู่ที่ไหน หลวงปู่จึงกราบเรียนไปว่ามาจากบ้านโพนเมืองน้อย หัวตะพาน เป็นลูกพ่อใหญ่สาร จะมาขออยู่ฝึกปฏิบัติธรรมกับท่านอาจารย์ พอพูดเพียงเท่านี้ท่านอาจารย์จวนก็ดีใจใหญ่ว่า เป็นคนบ้านเดียวกัน ทั้งยังได้ยินชื่อว่าพ่อใหญ่สาร โยมบิดาเพียงเท่านั้นก็ทำให้ท่านอาจารย์จวน รับหลวงปู่ไว้ทันที ทั้งนี้เพราะเมื่อสมัยก่อนโยมบิดาของหลวงปู่นั้นท่านเคยบวชและเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่บ้านเหล่ามันแกวซึ่งเป็นบ้านของท่านอาจารย์จวน และท่านอาจารย์จวนเองก็เคยเป็นเด็กวัดคอยดูแลอุปัฏฐากโยมพ่อของหลวงปู่อยู่ในสมัยนั้น ก่อนที่โยมพ่อของท่านจะได้ลาสิกขาออกมาแต่งงานกับโยมแม่ที่บ้านน้อยนาเวินในภายหลัง ซึ่งอาจารย์จวนได้กล่าวกับท่านว่า “ ลูกชายกะใด่พ่อน่อ ” ( ลูกชายก็เหมือนพ่อ ออกบวชเหมือนกัน) ในตอนนั้นหลวงปู่เป็นพระสังกัดมหานิกาย พระอาจารย์จวนจึงให้เดินทางไปหาพระอาจารย์คำบุ ธมฺมธโร เพื่อให้ท่านพระอาจารย์คำบุพาไปญัตติใหม่เป็นพระธรรมยุต หลวงปู่จึงออกเดินทางไปพบพระอาจารย์คำบุที่วัดพระธาตุฝุ่นทันที ซึ่งหลังจากที่พระอาจารย์คำบุได้สั่งสอนเกี่ยวกับข้อวัตรปฏิบัติของพระกัมมัฏฐานฝ่ายธรรมยุตตามที่ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นได้อบรมสั่งสอนและทำการพิจารณาอยู่หลายวัน ท่านจึงได้พาหลวงปู่ไปญัตติใหม่ ณ วัดประชานิยม อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร โดยมี หลวงปู่พระครูพุฒิวราคม ซึงเป็นศิษย์ผู้ใหญ่ในหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต แห่งวัดบ้านหนองดินดำ ตำบลค้อใต้  อำเภอสว่างแดนดิน  จังหวัดสกลนคร  เป็นพระอุปัชฌาย์ และมีเจ้าอธิการบุญมี  ฐิตปุญโญ  เป็นพระกรรมวาจาจารย์ (ปัจจุบันท่านจำพรรษาอยู่วัดประชานิยม จ.สกลนคร) เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๐๒ เวลา ๑๗.๐๐ น. ซึ่งหลวงปู่เล่าว่าในครั้งนั้นหลวงปู่มีเงินพอที่จะได้ถวายปัจจัยแก่พระอุปัชฌาย์เพียง  ๑๐  บาท  และไม้ขีดไฟ  ๑  กล่องเท่านั้น
                และในพรรษาแรกของการญัตตินี้ ท่านได้จำพรรษาอยู่ที่วัดประชานิยมเพื่อทำการศึกษาข้อวัตรปฏิบัติในแบบอย่างพระธรรมยุตและปฏิบัติพระอุปัชฌาย์และครูบาอาจารย์โดย มี  พระอาจารย์บุญ  ชินว์โส  เป็นเจ้าอาวาส โดยหลวงปู่จำพรรษาอยู่กับหลวงปู่พร น้องชายของ หลวงปู่พุฒ แต่อยู่มาไม่นานท่านพระอุปัชฌาย์คือหลวงปู่พุฒ ก็ได้มรณภาพลง หลวงปู่จึงได้ช่วยจัดพิธีศพจนเสร็จเรียบร้อย หลังจากนั้นท่านจึงออกเดินทางธุดงค์เพื่อไปศึกษาข้อวัตรและการปฏิบัติอยู่กับหลวงปู่ขาว อนาลโย ที่วัดถ้ำกลองเพล
พรรษา ๒-๖
พ.ศ.๒๕๐๓-พ.ศ.๒๕๐๗ อายุ ๒๗-๓๑ ปี
จำพรรษาวัดบ้านโพนเมืองน้อย ตำบลโพนเมืองน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอุบลราชธานี
(ปัจจุบันจังหวัดอำนาจเจริญ)
 แต่ครั้นพอใกล้จะเข้าพรรษาในระหว่างปี ๒๕๐๓ หลวงปู่ก็ได้ยินข่าวว่าโยมแม่ป่วยหนัก ท่านจึงตัดสินใจกลับจากหนองบัวลำภูมาจำพรรษาที่วัดบ้านโพนเมืองน้อย เพื่ออุปการะโยมแม่ของท่านโดยมีความตั้งใจที่จะพาโยมแม่ออกบวชปฏิบัติธรรมที่วัดถ้ำกลองเพลกับหลวงปู่ขาว แต่โยมแม่ก็ได้จากไปในช่วงออกพรรษาปีนั้นเอง เช่นเดียวกับที่หลวงปู่แขม ผู้เป็นครูบาอาจารย์องค์แรกของท่านก็ได้มรณภาพลงในปีนั้นเช่นกัน
หลังจากที่งานศพของโยมแม่เสร็จสิ้น หลวงปู่ก็ได้นำพาญาติโยม ชาวบ้านก่อสร้างศาลาการเปรียญขึ้น ๑ หลัง และเสนาสนะต่างๆ อีกเป็นจำนวนมากพอเสร็จจากการฉลองศาลาการเปรียญท่านก็ได้ออกเดินธุดงค์ต่อ โดยในระหว่างออกพรรษาของแต่ละปีหลวงปู่ท่านจะออกเดินธุดงค์ไปหาครูบาอาจารย์และติดตามท่านไปจนถึงช่วงใกล้เข้าพรรษาจึงเดินทางกลับ การเดินธุดงค์ในสมัยนั้นส่วนมากหลวงปู่จะมีครูบาอาจารย์ที่ร่วมเดินทางด้วยกันรวม ๔  รูป กล่าวคือพระอาจารย์จวน  พระอาจารย์วัน  พระอาจารย์คำบุ และพระอาจารย์สิงห์ทอง สำหรับพระอาจารย์สิงห์ทองนั้นท่านได้พาหลวงปู่เดินธุดงค์ไปด้วยกันโดยตลอดในหน้าแล้งของทุกๆ ปี และในบางครั้งท่านก็เดินธุดงค์ร่วมกับพระอาจารย์วัน เพียงสองรูปเท่านั้น
ตั้งแต่พ.ศ.  ๒๕๐๗ เป็นต้นมา หลวงปู่จะจำพรรษาอยู่กับพระอาจารย์จวนโดยตลอด  และในช่วงออกพรรษาทุก ๆ  ปี  พระอาจารย์จวนก็จะพาเดินธุดงค์ไปในที่ต่าง ๆ  บางครั้งก็ให้ไปองค์เดียวตรงไหนผีดุ ๆ  เข็ด ๆ  น่ากลัวพระอาจารย์จวนมักจะพาไปแล้วก็ทิ้งให้อยู่คนเดียว เพื่อจะได้เป็นการฝึกตนทรมานกิเลสและสร้างขันติธรรม  ซึ่งหลวงปู่ก็มักจะได้ข้ออรรถข้อธรรมจากสถานที่เหล่านั้น  มาเล่าถวายท่านพระอาจารย์จวนอยู่เสมอ ๆ ส่วนมากแล้วท่านพระอาจารย์จะบอกให้ไปอยู่ถ้ำนั้นถ้ำนี้  เขาลูกนั้นเขาลูกนี้ตลอดเวลาที่ร่วมเดินธุดงค์กัมมัฏฐานด้วยกัน  แล้วจะนัดแนะกันว่าเดือนหน้าค่อยพบกันตรงนั้นตรงนี้แล้วท่านก็จะจากไป  ท่านไม่ค่อยสอนธรรมะอะไรมากมายสอนนิด ๆ  หน่อย ๆ  ในบางเรื่องที่สงสัยและก็ให้ไปประพฤติปฏิบัติเอาเอง  ส่วนมากจะให้ไปอยู่อบรมฟังธรรมะและศึกษาข้อวัตรปฏิบัติกับหลวงปู่ขาว  อนาลโย  ที่วัดถ้ำกลองเพลแทบทุกปีในช่วงออกพรรษาตลอดฤดูแล้ง  พอใกล้เข้าพรรษาก็กลับมาจำพรรษากับพระอาจารย์จวนที่ถ้ำจันทร์  อำเภอบึงกาฬเช่นเคยเหตุเพราะหลวงปู่ชอบอยู่เงียบ ๆ  ไม่ชอบความวุ่นวายเพราะที่วัดถ้ำกลองเพลสมัยนั้นมีพระเณรประมาณ  ๔๐ – ๕๐   รูป อีกทั้งแม่ชีด้วยจึงไม่เป็นที่สับปายะสำหรับหลวงปู่ 
 สมัยก่อนนั้นท่านพระอาจารย์จวนยังไม่ได้ขึ้นไปอยู่ที่ภูทอกท่านสร้างวัดอยู่ที่ถ้ำจันทร์ อำเภอบึงกาฬ 
พรรษา ๗-๙ พ.ศ.๒๕๐๘-๒๕๑๐ อายุ ๓๒ – ๓๔ ปี
จำพรรษาที่สำนักสงฆ์ถ้ำจันทร์ ดงสีชมพู อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย
                ในช่วงระยะเวลาออกพรรษาในทุกๆ ปี ตั้งแต่ปีพ.ศ.  ๒๕๐๖ -  ๒๕๑๐ หลวงปู่มักจะเดินธุดงค์กับคณะครูบาอาจารย์อยู่แถวภูหลวง  ภูพาน  ดงหม้อทอง  อำเภอวานรนิวาส  ซึ่งเป็นดงหนาทึบ  มีถ้ำใหญ่ ๆ  อยู่มาก  มีภูผาโขดหินและผลาญหินสวยงาม ทั้งสัตว์ป่าดุร้ายก็ชุกชุมทั้งเสือทั้งช้างเหมาะที่จะช่วยพระกัมมัฏฐานปราบกิเลสให้กำราบอ่อนราบลงเป็นอย่างยิ่ง ถึงจะอยู่ใกล้กับพ่อแม่ครูจารย์ก็ตาม หลวงปู่ก็ไม่ได้ชอบใจ เพราะยังคงมีพระเณรเข้ามาศึกษากัมมัฎฐานอยู่โดยตลอด หลวงปู่จึงได้ปลีกวิเวกออกจาริกธุดงค์ไปรูปเดียว ครั้นเกิดปิติความสงสัยในการฝึกสมาธิหลวงปู่ก็จะไปกราบเรียนถามไปประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่อบรมกัมมัฏฐานกับหลวงปู่ขาว อนาลโย ที่วัดถ้ำกลองเพลเป็นประจำ ที่วัดถ้ำกลองเพลนี้หลวงปู่ยังได้พบกับครูบาอาจารย์และสหธรรมมิกอีกหลายรูปด้วยกันเป็นต้นว่า พระอาจารย์บุญเพ็ง พระอาจารย์น้อย และพระอาจารย์อ่ำ ซึ่งสำหรับพระอาจารย์อ่ำนั้นแม้ว่าหลวงปู่จะได้พบกับท่านที่ถ้ำกองเพลเป็นเวลาเพียงสองถึงสามวันเท่านั้น และจะมาพบกันอีกบ้างก็ในช่วงระหว่างการเดินธุดงค์ไปในที่ต่างๆเป็นครั้งคราว แต่ในปัจจุบันนี้กลับกลายเป็นว่าหลวงปู่อ่ำกลับกลายมาเป็นสหธรรมมิกที่หลวงปู่มีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างมาก ซึ่งอาจจะสืบเนื่องมาจากว่า ท่านทั้งสองได้มาพำนักอยู่ในเขตภาคกลางเช่นเดียวกันจึงมีโอกาสที่จะพบปะกันมากกว่าครูบาอาจารย์รูปอื่นๆก็เป็นได้  สำหรับในช่วงเวลาที่อยู่ที่วัดถ้ำกองเพลนั้น นอกจากองค์หลวงปู่ขาวแล้ว  ครูบาอาจารย์อีกองค์หนึ่งซึ่งหลวงปู่รักและเคารพนับถือมากทั้งในด้านข้อวัตรปฏิบัติและความสมถะเรียบง่ายมักน้อยสันโดษ รวมถึงการปรารภความเพียรก็คือ  พระอาจารย์จันทา  ถาวโร  (ปัจจุบันอยู่วัดป่าเขาน้อย จ.พิจิตร)  หลวงปู่อยู่ด้วยกันกับพระอาจารย์จันทาที่ถ้ำกลองเพลเป็นเวลาหลายปี  ซึ่งหลวงปู่กล่าวยกย่องท่านเสมอว่าการประพฤติปฏิบัติของพระอาจารย์จันทาเป็นแบบอย่างที่ดีมากสำหรับผู้มุ่งหวังความพ้นทุกข์อันทำให้เพื่อนสหธรรมิกที่อยู่รอบข้างมีความมุมานะตั้งใจบำเพ็ญอย่างไม่ลดละเหมือนดังที่ท่านทำให้เห็นและปฏิบัติให้ดู ซึ่งความรัก ความเคารพ และความผูกพันของหลวงปู่ที่มีต่อหลวงปู่จันทานั้นก็ยังคงเป็นสายสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นและยังปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะแม้ว่าหลวงปู่จะไม่มีโอกาสที่จะได้พบกับหลวงปู่จันทาบ่อยนักหลังจากที่ท่านมาพำนักประจำที่ลพบุรี แต่ทุกครั้งที่หลวงปู่ได้เข้าไปกราบเยี่ยมเยียนหลวงปู่จันทาผู้เป็นประหนึ่งพี่ชายใหญ่ของท่านที่ท่านเคารพรัก ภาพที่ครูบาอาจารย์พระเถระเช่นหลวงปู่ได้ก้มลงกราบผู้อาวุโสกว่าด้วยความนอบน้อม และการโอภาปราศรัยด้วยความอ่อนโยน รวมทั้งภาพของความเมตตาขององค์หลวงปู่จันทาที่กวักมือเรียกหลวงปู่ให้เข้าไปหาอย่างใกล้ชิดด้วยความยินดี ก่อนที่จะทำการปรารภธรรมสากัจฉากันอย่างออกรสก็เป็นภาพอันงดงḲมที่สร้างความปลื้มปติḕิให้กับเหล่าบ踣รรดาลูกศิษย์ของท่านยิ่งนัก ที่ได้มีโอกาสพบเห็นครูบาอาจารย์ทั้งคู่รื้อฟื้นเรื่องเก่าๆมาพูดคุยกันอย่างสนุกสนานĠแม้ว่าในช่วงเวลาปัจจุบันนี้องค์ท่านหลวงปู่จันทาจะมีสุขภาพลานมัยที่ไม่཈แข็งแรงนักตา⸡ธรรมชาติของธาตุขันธ์ที่นับวันจะผุพังลงไปเรื么อยๆโดยที่ไม่มีใครจะสามารถห้ามปรา串มหรือหยุดยั้งได้ ดังที่พระพุทธองค์ได้ทรงชี้ให้เห็นถึงสัจธรรมดังกล่าวแล้วนี้ก็ตาม
               
                นอกจากการฟังข้อวัตรปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ขาวที่วัดถ้ำกองเพลแล้⹉ว ในช่วงเวลาดังกล่༲วนี้หลวงปู่ยังถือโอกาสไปปฏิบัติธ⸘รรม ༡กับพ่อแม่ครูบาอาจารย์อีกหลายรูป เช่น  หลวงปู่คำดี  ปภาโส  และ  หลวงปู่บุญจันทร์  จนฺทวโร  ที่วัดถ้ำผาผึ้ง   หลงปู่สิม  พุทธาจาโร  ที่วัดถ้ำผาป่อง  เชียงดาว รวมถึง  หลวงปู่เทสส์  เทสรํสี หลวงปู่ชอบ  ฐานสโม หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม อีกด้วย สำหรับองค์หลวงปู่ฝั้น อาจาโร นั้นหลวงปู่ไปหาบ่อยมากเนื่องจากอยู่ไม่ไกลกัน ท่านเป็นครูบาอาจารย์อีกรูปหนึ่งที่หลวงปู่เคารพมา踁ก  เมื่อมีปัญหาอะไรสงสัยเกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติหลวงปู่ก็มักจะไปกราบเรียนถามกับหลวงปู่ฝั้นอยู่เสมอๆ 
ในระหว่างพรรษาที่ ๗ นั้น หลวงปู่จำพรรษาอยู่ กับพระอาจารย์จวนและพระอาจารย์คำบุที่ถ้ำจันทร์จนเมื่อถึงฤดูแล้งออกพรรษา ท่านพระอาจารย์จวน และพระอาจารย์蹌คำบุได้พาหลวงปู่ออกเดินธุดงค์ไปกราบนมัสการหลวงปู่ขาวอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะกราบลาหลวงปู่ขาวออกเดินทางธุดงค์ต่อไปในสถานที่ต่างๆ ในพรรษานี้เองที่หลวงปู่ได้ปฏิบัติธรรมอย่างหนักไม่นอนตลอดพรรษาถือเอาอิริยาบถ ๓ เป็นอารมณ์ คือ ยืน เดิน นั่ง เท่านั้น ในคืนหนึ่งขณะที่จิตสงบระงับจากนิวรณ์ทั้งหลาย เกิดความสว่างไสวภายในจิตใจเป็นอย่างมาก มีความเยือกเḢ็นเกิดปิติทราบซานไปทั่วทุกขณะจิตไม่มี亡ีความวิตกกังวล ใดๆ ทั่งสิ้น ได้เกิดนḴมิตเห็น “ ต้นไม้ยืนตายพรายมีสีขาวไม่มีกะพี ไม่มีเปลือก มีแต่แก่นล้วนๆ ในนิมิตนั้นหลวงปู่ไ乄ด้ปีนป่ายขึ้นไปบนต้นไม้  ตั้งแต่ลำต้นจนถึงยอดสุด  ปีนป่ายไỄปทุกกิ่งกาน  แล้วกลับมาที่เดิม        และได้หยุดอยู่ใกล้กับยอดต้นไม้นั้น  ในขณะที่หยุดอยู่นั้นได้เห็นมดสีดำเดินออกมากันเป็นแถวจากรูเล็กรูหนึ่ง ของต้นไม้นั้น หลวงปู่ได้พิจารณามดนั้นว่าเปรียบเหมือนกิเลสน้อยใหญ่ที่ยังเหลืออยู่ ในร่างกายสังขาร พอพิจารณาไปได้สักพักจิตก็ถอนออกจากสมาธิ เพราะได้เวลาทำวัตรเช้า ซึ่งตอนนั้นเป็นเวลาเกือบ ๕ ชั่วโมง ”
หลวงปู่ได้เล่านิมิตดังกล่าวถวายหลวงปู่ขาว หลวงปู่ขาวท่านบอกว่า “ดีแล้ว ใกล้จะเสร็จแล้ว ให้ทำความเพียรให้หนักและพยายามอีกต่อไป เพื่อจะได้ไล่มดดำ มดแดงทั้งหลาย ให้หนีออกจากสังขาร อันจะเป็นเหตุให้นำมาเกิดในภพน้อยภพใหญ่อีก กิเลสแม้เพียงน้อยนิดก็อย่าประมาทนะ และอย่าให้เหลืออยู่ในขันธะสันดานอย่างเด็ดขาดนะ”
พรรษา ๑๐ พ.ศ.  ๒๕๑๑  อายุ ๓๕ ปี ภาวนาในถ้ำใต้บาดาล
  ได้ย้ายจากถ้ำจันทร์ขึ้นไปภูทอกกับ  พระอาจารย์จวน  กุลเชฏฺโฐ  และ  พระอาจารย์คำบุ  ธมฺมธโร  ไปอยู่กับท่านอยู่ไม่ได้นานเท่าไหร่ ก็ช่วยกันสร้างศาลาการเปรียญ และบันได้ขึ้นภูทอกจนแล้วเสร็จดังปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน 
                วันหนึ่ง เวลาตอนกลางคืนเดินจงกรมอยู่ผลาญหินได้ยินเสียงบ๊อก  มองเลยทีนี้แดงโล่มาเลย  ลูกปืนใหญ่มันยิง วู้.....บึมกลางอากาศ เขากำลังรบกับพวกคอมมิวนิสก์  ทุกคืนเราเดินจงกลมอยู่  ทางเดินจงกรมมันมีหินอยู่ก้อนหนึ่งมันเป็นรู  ตรงนั้นมีงูจงอางอยู่คู่หนึ่ง  มันออกเข้าอยู่ทุกวัน  ตอนกลางคืนตอนเช้าก็ออกหากินของมัน  เราเดินจงกรมของเราอยู่  วันนั้นเรียกว่าสมาธิเมตตาขึ้นเต็มที่  คล้ายโลกนี้มีเราคนเดียวไม่มีอะไรพอดีมันมา  อาตมาเดินไป  ไปนั่งที่รูก้อนหิน  บอกขอดูหน่อยเอามือล้วงลงไปจะไปคว้ามันออกมามันไม่ให้จับ  บอกขอดูหน่อย.......เราเป็นคนท้องไร่ท้องนาอยู่อุบล ฯ ไม่เคยเห็น  ไม่ทำร้ายอะไรหรอก  คว้าดึงมันอยู่อย่างนั้นแหละ  ทำอยู่นานเหมือนกันนะ  ทีนี้เลยไปหาไม้มาเกาะ  ไม้สดเราหักไม่ได้เพราะเราเป็นพระ  ก็ได้ไม้แห้ง ๆ  ตัวมันใหญ่มันหนัก  ดึงออกมามันก็หัก  สักพักหนึ่งเณรณรงค์มาเห็นเข้าก็ไปบอกหลวงปู่จวน   หลวงปู่จวนมาเห็นเขาท่านก็ดุเอาอีกไม่ใช่พ่อนะนั่นน่ะ  ระวังเถอะ  จิตเราถอนเลย.........พอนึกขึ้นได้ก็นั่งสั่น  เหงื่อแตกหมดเลยจิตมันถอนออกแล้ว  ในช่วงนั้นอย่าว่าแต่งูจงอางเลย  แม้แต่ช้าง  เสือก็สามารถที่จะจับมันได้  จิตเต็มเปี่ยมไม่มีอะไรเลย  ไม่มีอะไรมาคิดว่ามันจะทำร้ายอย่างนั้นอย่างนี้ไม่มี  มีแต่เมตตา  มันเต็มเปี่ยมในช่วงนั้น  สามารถที่จะจับได้คลำได้เลย  อันนี้คือช่วงวันหนึ่งที่ผ่านมาพอสังเขป
ครั้งหนึ่งย้อนไปในปี พ.ศ.๒๕๐๘ ท่านอาจารย์จวนชวนไปเที่ยววิเวกเทศน์โปรดญาติโยม  ที่เข้ากับพวกคอมมิวนิสต์ที่บ้านส่องดาวอยู่ช่วยเทศนาสั่งสอน  ชาวบ้านกับพระอาจารย์วันที่บ้านส่องดาวจนเป็นผลสำเร็จคือพวกที่เข้ากับคอมมิวนิสต์พากันกลับใจ  จนภายหลังได้ก่อตั้งให้เป็นอำเภอส่องดาว ปรากฏมาจนเท่าปัจจุบันนี้ อยู่ที่บ้านส่องดาวนั้นไม่ได้ฉันข้าวตั้ง 3 วันสืบเนื่องมาจากญาติโยมเข้าใจว่า หลวงปู่ พระอาจารย์วัน พระอาจารย์จวน พระ 3 รูปนี้เป็นคอมมิวนิสต์ หลวงปู่กล่าวกับท่านอาจารย์จวนว่า อยู่ก็ไม่ได้ฉันข้าว เราควรจะปลีกหนีนะอาจารย์ ท่านอาจารย์จวน กล่าวว่า หนีไม่ได้ต้องใช้หนี้เขาก่อน เราเป็นพระจะกลัวอะไร ต้องแสดงความบริสุทธิ์ของเราให้เขาเห็น ครั้นเวลาผ่านไปสามวันญาติโยมก็เข้าใจว่าพวกท่านเป็นพระแน่น่อน จึงยอมใส่บาตรให้หลังจากได้ทำความเข้าใจกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงได้ออกธุดงค์ต่อ ที่บ้านส่องดาวนี้หลวงปู่ได้เจอกับ ร.ต.อ.เสรี เตมียเวส ด้วยซึ่งเป็นสารวัตรปราบปรามอยู่ตอนนั้น การประพฤติปฏิบัติธรรมในครั้งนั้นหลวงปู่เอาชีวิตเป็นเดิมพันจนได้รับการยกย่องจากครูบาอาจารย์อยู่เป็นประจำที่พูดเช่นนั้นหมายความว่า เวลาเรานั่งสมาธิตอนกลางคืนจิตเราเป็นอย่างไร นอนตอนไหนครูบาอาจารย์ท่านรู้หมด ถึงกับครั้นว่ารู้หมดใส่ หมดพุงเลยทีเดียว จะประมาทขาดสติไม่ได้ เพราะสภาวะจิตแห่งผู้ที่ท่านสำเร็จพระอรหันต์นั้นละเอียดอ่อนยิ่งนัก หลังจากออกจากบ้านส่องดาวแล้ว ก็ได้แยกทางกันกับพระอาจารย์วัน พระอาจารย์จวน หลวงปู่ธุดงค์ไปทางโซ่พิสัย ใกล้พบค่ำวันหนึ่งได้ปักกลดอยู่ริมคลองน้ำซึ่งเป็นน้ำตกไหลยาวไปถึงไหนก็ไม่ทราบเหมือน ครั้นทำวัตรสวดมนต์เสร็จหลวงปู่ก็เจริญสมาธิภาวนา ได้เกิดภาพนิมิตเห็นถ้ำใหญ่ภายใต้น้ำตกนั้น พอรุ่งเช้าหลังจากฉันเสร็จหลวงปู่ก็ได้ลอยลงไปดูใต้น้ำตกว่าจะเป็นดังที่เห็นหรือไม่ ปรากฏว่าที่น้ำตกไหลผ่านภายในเป็นถ้ำใหญ่ดังที่เห็นในนิมิต มีพระพุทธรูปทองคำ สามองค์ มีพระทรหด หนึ่งองค์ ที่ว่าพระทรหดนั้นเพราะเมื่อหลวงปู่จะเอี่ยมมือเข้าไปจับก็ขยับไปอีกทางหนึ่ง พอขยับมือไปอีกทางหนึ่งก็ขยับไปอีกเป็นอันว่าจับไม่ได้ ถ้ำใต้บาดาลนี้กว้างใหญ่มาก สงบเยือกเย็น เหมาะแก่การบำเพ็ญภาวนามาก ทุกวันหลังจากฉันเสร็จหลวงปู่จะดำน้ำลงไปภาวนาอยู่ในถ้ำแห่งนี้อยู่นานนับเดือนเพราะมันถูกจริต ในถ้ำแห่งนี้มีฤษี นุ่งขาวห่มขาวพิจารณาดูแล้วท่านฤษีนั้นเป็นเทพปกปักษ์รักษาอยู่ในถ้ำนี้ ท่านกล่าวกับหลวงปู่ในสมาธิว่า “หลานไม่ต้องกลัวนะ ให้บำเพ็ญภาวนาไปเทอญ ปู่ไม่ทำอันตรายใดๆ แต่จะคอยช่วยปกปักษ์รักษาหลานนะ” พอได้ยินดังนั้นจิตใจนี้กลับมีกำลังนักแน่นดุจดังภูเขาเล่ากาเลยก็ว่าได้ ทำไปทำมาวันหนึ่งมีพระรูปหนึ่งชื่อว่า ท่านอาจารย์พันธ์เคยอยู่ถ้ำจันทร์ด้วยกัน มาเจอ ก็แอบดูการกระทำของเราท่านคงเข้าใจว่าเราลงไปเอาของดีใต้น้ำ พอหลวงปู่ขึ้นจากการทำความเพียรไปทำกิจส่วนตัว ท่านอาจารย์นั้นก็แอบลงไปในน้ำมุดลงไปถึงพื้นดินก็ไม่เจออะไร กลับเจอจรเข้ใหญ่ตัวเท่าช้างท่านว่าอย่างนั้นรีบขึ้นมาทันที ท่านมาถามหลวงปู่ว่า เจออะไรไหมในน้ำหลวงปู่บอกว่าไม่เจออะไร แต่ผมเจอจระเข้ตัวเท่าช้างเลยท่านว่าอย่างนั้น หลวงปู่ก็ยิ้มเฉยๆ ไม่พูดอะไรต่อ ภายหลังได้ธุดงค์ไปกับอาจารย์สิงห์ทอง ถึงธารน้ำตกนี้อีกเลยเล่าให้อาจารย์สิงห์ทองฟัง ท่านอาจารย์สิงห์ทอง พูดขึ้นว่า “เซื่อโต แล่ง” (เชื่อท่าน) พอไปถึงน้ำตกก็ไม่พูดร่ำ ทำเพลงอะไร กระโดดลงไปทันที ตามนิสัยของท่านอาจารยสิงห์ทอง เป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว พอลงไปถึงถ้ำใต้บาดาล อาจารย์ก็ได้เจอทุกอย่างตามที่หลวงปู่เล่าให้ฟัง ครั้นขึ้นฝั่งมาท่านก็กล่าวขึ้นว่า “อย่าพาใคร มาเอานะ เพราะเจ้าของเขาดุน่าดู เอาถึงตายเลยนะ ถ้าไม่ใช่ท่านกับผมไม่มีโอกาสได้ดูหรอก ที่ถ้ำนี้หลวงปู่ขาว หลวงปู่ฝั้นเคยมาปฏิบัติธรรมแล้วนะ ถือว่าท่านมีบุญพอสมควร ให้รีบภาวนาเข้ามากๆ นะ”
 
                พบพญานาคที่ถ้ำพวง
 ไปปฏิบัติหัดฝึกกัมมัฏฐานกับท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ที่ถ้ำพวงคืนหนึ่ง หลังจากจิตสงบเป็นสมาธิก็เกิดภาพนิมิตเป็นลักษณะคล้ายงูใหญ่เต็มไปหมดรอบๆ บริเวณนั้น ตอนเช้าก็เลยไปกราบเรียนถามท่านพระอาจารย์วันว่า “สถานที่แห่งนี้มีพญานาคอยู่ใช่ไหมครับ ท่านอาจารย์ก็คงจะล่วงรู้วาระจิตของเราก็ตอบว่าตามที่ท่านเห็นนั้นแหละอยากดูไหมละ หลวงปู่ก็ตอบว่าถ้าครูบาอาจารย์เมตตาก็ถือว่าเป็นบุญขาน้อย (เป็นบุญกระผม) ท่านพาลงไปในถ้ำแห่งหนึ่งซึ่งมีทางลงแคบๆ ในด้านหลังของถ้ำพวงนั้นแหละลงไปในนั้นจะมีบ่อน้ำใหญ่พอสมควรแล้วท่านอาจารย์วันก็อธิษฐานจิต เสร็จจากนั้นไม่นานนัก น้ำในบ่อก็กระเพื่อมขึ้นมาปรากฏเห็นเป็นงูใหญ่ตาสีแดง มีหนวดและตรงหน้าทองเป็นสีแดงส่วนเกล็ดเป็นสีน้ำเงินไม่มีหงอนนะ” ไม่นานก็สายหัวไปมาและกลับลงไปในน้ำเหมือนเดิม ท่านอาจารย์วันกล่าวว่านี้แหละคือพญานาค หลวงปู่เลยเรียนถามท่านต่อไปว่า แล้วทำไมพญานาคถึงไม่มีหงอนเหมือนตามที่เราสร้างไว้ตามวัดและสถานที่สำคัญต่างๆ ท่านบอกว่าการที่พญานาคแลบลิ้นและมีหงอนนั้นคืออาการที่พญานาคกำลังโกรธและแสดงอิทธิฤทธิ์ ตั้งแต่วันนั้นท่านก็ปิดทางลงและไม่ได้พาใครลงไปอีกเลย ซึ่งนับว่าเป็นบุญอย่างมากสำหรับหลวงปู่ ตั้งแต่พ.ศ.  ๒๕๐๗ เป็นต้นมา หลวงปู่จำพรรษากับพระอาจารย์จวนโดยตลอด  ออกพรรษาทุก ๆ  ปี  พระอาจารย์จวนก็จะพาเดินธุดงค์ไปในที่ต่าง ๆ  บางครั้งก็ให้ไปองค์เดียวตรงไหนผีดุ ๆ  เข็ด ๆ  น่ากลัวพระอาจารย์จวนมักจะพาไปแล้วก็ทิ้งให้อยู่คนเดียว เพื่อจะได้เป็นการฝึกตนทรมานกิเลสและสร้างขันติธรรม  และหลวงปู่ก็มักจะได้ข้ออรรถข้อธรรมจากสถานที่เหล่านั้น  มาเล่าถวายท่านพระอาจารย์จวนอยู่เสมอ ๆ ส่วนมากแล้วท่านพระอาจารย์จะบอกให้ไปอยู่ถ้ำนั้นถ้ำนี้  เขาลูกนั้นเขาลูกนี้ตลอดเวลาที่ร่วมเดินธุดงค์กัมมัฏฐานด้วยกัน  แล้วจะนัดแนะกันว่าเดือนหน้าค่อยพบกันตรงนั้นตรงนี้แล้วท่านก็จะจากไป  ท่านไม่ค่อยสอนธรรมะอะไรมากมายสอนนิด ๆ  หน่อย ๆ  ในบางเรื่องที่สงสัยและก็ให้ไปประพฤติปฏิบัติเอาเอง  ส่วนมากจะให้ไปอยู่อบรมฟังธรรมะและศึกษาข้อวัตรปฏิบัติกับหลวงปู่ขาว  อนาลโย  ที่วัดถ้ำกลองเพลแทบทุกปีในช่วงออกพรรษาตลอดฤดูแล้ง  พอใกล้เข้าพรรษาก็กลับมาจำพรรษากับพระอาจารย์จวนที่ถ้ำจันทร์  อำเภอบึงกาฬเช่นเคย สมัยก่อนนั้นท่านพระอาจารย์จวนยังไม่ได้ขึ้นไปอยู่ที่ภูทอกท่านสร้างวัดอยู่ที่ถ้ำจันทร์ อำเภอบึงกาฬ  เหตุเพราะหลวงปู่ชอบอยู่เงียบ ๆ  ไม่ชอบความวุ่นวายเพราะที่วัดถ้ำกลองเพลสมัยนั้นมีพระเณรประมาณ  ๔๐ – ๕๐   รูป อีกทั้งแม่ชีด้วยจึงไม่เป็นที่สับปายะสำหรับหลวงปู่ 
                หลวงปู่ขาว ให้คติ และสอนธรรมะ
หลวงปู่ขาว  ท่านเมตตาแนะนำพร่ำสอนเกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติว่า  “การทำความเพียรในทางศาสนานี้จะให้จิตเข้าสู่ความสงบได้เร็วนั้น  หลวงปู่เคยทำเมื่อครั้งหลวงปู่ไปอยู่เชียงใหม่   ๑๔  ปี  ก็ทำวิธีใด”  ไม่มีทางอื่นไกลมีแต่อดนอน  ผ่อนอาหาร  เอาเพียงอิริยาบถ  ๓  อย่างคือ  ยืน  เดิน  นั่ง  เท่านั้น  การฉันอาหารนั้นก็น้อยเพราะอาหารมากไปจะทับธาตุพระเณรที่จะก้าวหน้า  ต้องเป็นผู้ไม่หวาดหวั่นในการทำความเพียร  ไม่ห่วงอาลัยในร่างกายสังขาร  จะเป็นจะตายอย่างไรก็เป็นเรื่องของสังขาร ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นของเดิมเมื่อเกิดขึ้นก็แตกสลายไปเช่นเดิม เป็นเหมือนเดิม ถึงจะห่วงหาอาลัยสักเท่าไร สังขารร่างกายมันก็ไม่อยู่ด้วย เปลี่ยนไปตามกาลเวลาอยู่อย่างนั้น ฉะนั้น  จงปล่อยวางสังขารร่างกายลง  เหมือนของที่มาอาศัย  หลวงปู่ขาวสอนให้ทำใจให้ขาวสะอาด  ให้ใจเย็นเหมือนน้ำ  ให้ใจหนักเหมือนแผ่นดิน  ให้ใจอ่อนนิ่มเหมือนผ้าเช็ดเท้า  ท่านสอนให้ทำใจเหมือนกับไฟ ๆ  เป็นของร้อนทั้งกลางวันกลางคืน  ยืน  เดิน  นั่ง  นอน  ไม่ให้ลดละ  ไม่ให้กาลเวลาล่วงไปเปล่า ๆ  ท่านสอนให้ทำใจเหมือนลม ๆ  เป็นของเย็นและเบา  ปล่อยวางอารมณ์ทั้งหลายทั้งปวง อดีตไม่ควรเอามาหวนคิด อนาคตไม่ควรเอามาคำนึง การประพฤติปฏิบัติ จะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ไม่ต้องกังวล ควรทำสภาวะจิตให้อยู่กับอารมณ์ปัจจุบัน วันหนึ่งมีกี่ชั่วโมงก็กำหนดสติพร้อมกับลม หายใจเข้าออกเท่านั้น ถึงจะทำเพียงนั้นกิเลสมารทั้งหลายที่อยู่ในจิตใจก็ยังไม่หมดสิ้น ฉะนั้นการปฏิบัติธรรมนี้จึงต้องทำจริงจัง ทำเล่นไม่ได้โดยเด็ดขาด กิจเบื้องต้นก่อนที่จะเดินจงกรมก็ดี  ยืนภาวนาก็ดี นั่งภาวนาก็ดี หลวงปู่ขาวให้ตั้งสัจจะไว้  ความเพียรจึงไม่ลดละ  และไม่ถอยหลังท่านสอนให้ชำระใจให้ผ่องใสสะอาด  ปล่อยวางความอยากซึ่งเป็นเหตุแห่งทุกข์ ปล่อยวางความยึดถือขันธ์  เพราะธรรม  ๒  ประเภทนี้ทำให้เวียนว่ายตายเกิด  และบันดาลให้ใจไม่อาจเข้าสู่ความสงบได้ นี่คือสิ่งที่หลวงปู่สอน” หลังจากฟังเทศน์ที่หลวงขาวสอนเพียงเท่านั้นจิตใจนี้ก็เบิกบาน มีแต่จะประหัดประหารกิเลสที่อยู่ในใจอย่างเดียว
                ตั้งสัจจะอธิษฐาน เอาตายกับการปฏิบัติกัมมัฏฐาน
หลังจากฟังหลวงปู่ขาวท่านสอนการปฏิบัติกัมมัฏฐานแล้ว ก็เลยตั้งสัตยาธิษฐานต่อ  พระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์  ตั้งใจมั่นว่า  ข้าพเจ้าจะทำความเพียรบูชา  พระรัตนตรัย  ขอจงเป็นไปในธรรมะเท่าที่จะทำได้ แล้วก็ตั้งสัจจะอดนอนผ่อนอาหาร  ข้าวก็เว้นวันฉัน  วันไหนฉันก็ฉันเพียง  ๕  คำ  ๑๐  คำ  ๑๕  คำ  ฉันเช้าเสร็จจะเข้าสู่ทางเดินจงกรมก็ยกมือไหว้  พุทโธ  ธัมโม  สังโฆ  สรณังคัจฉามิ  ตั้งสติประคองจิตในอิริยาบถเดินจงกรม  ตั้งสัจจะว่าจะเดินนานเท่าในก็ทำเช่นนั้น  การทำความเพียรต้องมีสัจจะจึงจะเป็นความเพียรของนักปราชญ์เจ้าทั้งหลาย  ตั้งสัจจะแล้ววางมือซ้ายเหนือพกผ้า  มือขวาทับก้าวขาขวาว่า  พุทโธ  ก้าวขาซ้ายว่า  ธัมโม  ก้าวขาขวาว่า สังโฆ  เดินพอดี ๆ  ไม่เร็วไม่ช้า  ถึงสุดทางแล้วเวียนขวากลับ   หลังเดิน  ๓  รอบแรกว่า  พุทโธ  ธัมโม  สังโฆ  อยู่เสมอ  เดินตั้งแต่รอบที่  ๔  ไป  เปลี่ยนเป็น  พุทโธ  เอาอารมณ์เดียวก้าวขาขวาว่า  พุท  ก้าวขาซ้ายว่า  โธ  เดินถึง  ๑  ชั่วโมงแล้วยืนภาวนากำหนดรักษาจิตอยู่กับ  พุทโธ ให้เป็นอารมณ์ของสติ  ลมเข้าว่า  พุท  ลมออกว่า  โธ  อยู่อย่างนั้น  ไม่ส่งจิตไปที่อื่น  รักษาอิริยาบถยืนอยู่  เมื่อถึง  ๑  ชั่วโมง  แล้ว  ก็ออกจากที่ยกมือไหว้  พุทโธ  ธัมโม  สังโฆ  สรณังคัจฉามิ  เดินไปขึ้นกุฏิหรือสถานที่อาศัยขณะที่เดินออกไปก็ให้มีสติ  หลวงปู่ขาวท่านสอนว่า  ความเพียรให้อยู่คู่กับสติ  ขาดสติเมื่อไรก็ขาดความเพียรเมื่อนั้น  เมื่อไปถึงที่พักแล้วต้องปัดกวาดให้สะอาด  เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้า  เป็นของสะอาด ทำความสะอาดเสร็จแล้ว ถ้าเป็นตอนเย็นก็ทำวัตรเย็นจากนั้นก็บำเพ็ญภาวนาต่อไปเรื่อยๆ  อบรมจิตใจให้อยู่กับธรรมะ  เอาธรรมะเป็นเครื่องฟอกจิตใจ  ใจของเรา  เที่ยวเกิดเที่ยวตายอยู่ในภพน้อยภพใหญ่  มีแต่ไปกินอารมณ์ของโลกคือรูป  เสียง  กลิ่น  รส  สัมผัส  ท่านจึงสอนให้เจริญธรรมเป็นเครื่องฟอกใจมีสนิมเป็นเครื่องปิดครอบงำสนิมนั้นดำมืด  ได้แก่  โลภะ  ราคะ  โทสะ  โมหะ  อวิชชา  ตัณหา  สนิมแต่ละก้อนนี้เหนียวแน่นติดครอบงำจิตใจมาหลายภพหลายชาติแล้วเราทำความเพียรเพื่อชำระสนิมนี้  เปรียบเหมือนบุรุษผู้ลับมีดพร้าด้วยความเพียร  ด้วยความอดทาน  ด้วยสติปัญญาฉลาดลับไปนาน ๆ  สนิมก็หลุดออก  มีดนั้นก็คมนี้ฉันใดใจก็ฉันนั้น  เมื่อไหว้พระสวดมนต์เสร็จก็ตั้งจิตแผ่ส่วนบุญให้เจ้าบุญเจ้าคุณ  คือ  บิดา  มารดา  และผู้มีพระคุณต่าง ๆ  ตลอดจนสรรพสัตว์ที่เป็นเพื่อนเกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  เสร็จแล้วชะระใจให้ผ่องใส  ปล่อยความอยากและอุปทานออกจากใจจากนั้น  หลวงปู่ขาวท่านจะสอนให้เอาของอ่อน ๆ  รองก้นให้สูงกว่าทางหัวเข่า  ที่นั่งสมาธิอยู่เพื่อเวทนาขันธ์จะได้ไม่เกิดเร็วและนั่งได้นานคือ  จะได้ไม่ปวดเจ็บเหน็บชาขาแข้งก้นกบเวลานั่งสมาธิหลวงปู่ท่านยังสอนอีกว่า  ครูสอนมนุษย์และเทพนิกรที่จะพาไปนิพพาน  คือ  พระพุทธเจ้า  พระธรรม  และพระสงฆ์  นี่แหละนอกจากนั้นไปก็ไม่มี  จากนั้น  ก็เอาขาขวาทับขาซ้าย  ตั้งกายให้ตรงดำรงสติเฉพาะหน้าบริกรรม  พุทโธ   ธัมโม  สังโฆ  ๓  จบไม่ให้ก้ม  ไม่ให้เงย  ไม่ให้เอียงซ้าย  ไม่ให้เอียงขวา  ถ้าก้มถ้าเงยเอียงซ้ายเอียงขวาแล้วใจจะไปกังวลธาตุขันธ์  ใจจะไม่สงบท่านสอนให้ว่างกายให้อ่อนวางใจให้อ่อน  บริกรรมพุทโธ  ธัมโม  สังโฆ  ๓  จบ  แล้วย่นเอาแต่  พุทโธ  เป็นอารมณ์เดียว  ให้อยู่กับลมหายใจเข้าออกคือ  ลมเข้าว่า  พุท  ลมออกว่า  โธ  อ่อนๆ  นิ่ง ๆ  ลองกลั้นใจดู  ใจมันไม่ขาดหรอกมันถอนออกมาเอง  เอาพอปานกลางลมเข้าว่า  พุท  ลมออกว่า  โธ  เข้ายาว  ออกยาว  เข้าสั้น  ออกสั้น  ใหัมีสติรู้อยู่  ที่นี้ให้ยืนและเดินหนึ่งชั่วโมงมีสติกำกับคอยรักษาจิตอยู่กับ  พุทโธ  ทีนี้เวลาเวทนาขันธ์เกิดขึ้น  มึนชาก็ดี  ปวดร้อนแสบเย็นก็ดี  ท่านสอน  ไม่ให้ลูบคลำ  ไม่ให้เกา  ไม่ให้พลิกตัวกระดุกกระดิก  ไม่ให้ขยับเปลี่ยนอิริยาบถแก้ทุกข์  ถ้าทำอย่างนั้นปฏิบัติไปร้อยปีก็ไม่เห็นผลแห่งธรรมะท่านว่า  เพราะเราติดสุข ความสุขเป็นเครื่องปิดทุกข์  เรามาทำความเพียร  มานั่งทับทุกข์  เดินทับทุกข์  ยืนทับทุกข์  ทุกข์เกิดขึ้นเผากายมันก็เผาใจด้วย  ทุกข์เปรียบเสมือนโซ่  ใจเปรียบเหมือนลิง  ก่ายเหมือนหลักตอ  ผูกลิงไว้กับหลักตอมันก็ไม่ไปไหน  เส้นที่  ๑  ได้แก่  สติ  เส้นที่  ๒  ได้แก่  ทุกข์  เมื่อเราชนะทุกขเวทนาได้แล้วก็ได้ชื่อว่าชนะตน  เมื่อเราชนะตนได้แล้วก็ชื่อว่าชนะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้......คำสั่งสอนของหลวงปู่มันจะคอยสะกิดใจอยู่เสมอ  เพราะฉะนั้นเวลาเข้าพรรษาจึงจะปลีกวิเวกไปจำพรรษาอยู่ที่ถ้ำจันทร์กับท่านอาจารย์จวน เพราะที่นั้นสงบวิเวกเป็นอย่างยิ่งอีกทั้งหลวงปู่ขาวก็ให้หลวงปู่ไปอยู่กับท่านอาจารย์จวนด้วย เพราะเห็นว่าเป็นคนทางบ้านเดียวกัน เพื่อจะได้ปรารภความเพียรอย่างเต็มที่ บางทีก็ไปจำพรรษาที่วัดป่าแก้วชุมพลกับพระอาจารย์สิงห์ทองและอีกหลาย ๆ  ที่.....
                พ.ศ.๒๕๑๒ พรรษา ๑๑ อายุ ๓๖ ปี เกิดสมาธินิมิตรวมอย่างยิ่ง ไม่เคยปรากฏมาก่อน
                จำพรรษาที่สำนักสงฆ์ถ้ำจันทร์ ดงสีชมพู อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย กับพระอาจารย์จวน กุลเชฎฺโฐ พระอาจารย์คำบุ ธมฺมธโร ในฤดูแล้ง พอออกพรรษาท่านอาจารย์จวน และอาจารย์คำบุ จะพาออกเดินธุดงค์ไปกราบนมัสการหลวงปู่ขาว อนาลโย เพื่อถามปัญหาความสงสัยแห่งการประพฤติปฏิบัติ และทำกิจวัตรข้อวัตรอันควรทำแก่ครูบาอาจารย์พอสมควรแก่กาลและเวลาก็จะกราบลาหลวงปู่ออกเดินธุดงค์ต่อไปในสถานที่ต่าง ๆ หลวงปู่ได้ปฏิบัติธรรมอย่างหนักไม่นอนตลอดพรรษาถือเอาอิริยาบถ 3 เป็นอารมณ์ คือ ยืน เดิน นั่ง เท่านั้น ในคืนหนึ่งขณะที่จิตสงบระงับจากนิวรณ์ทั้งหลาย เกิดความสว่างไสวภายในจิตใจเป็นอย่างมาก มีความเยือกเย็นเกิดปิติทราบซานไปทั่วทุกขณะจิต ไม่มีความวิตกกังวล ใดๆ ทั่งสิ้น ได้เกิดนิมิตเห็น “ ต้นไม้ยืนตายพายมีสีขาวไม่มีกะพี ไม่มีเปลือก มีแต่แก่นล้วนๆ ในนิมิตนั้นหลวงปู่ได้ปีนป่ายขึ้นไปบนต้นไม้  ตั้งแต่ลำต้นจนถึงยอดสุด  ปีนป่ายไปทุกกิ่งกาน  แล้วกลับมาที่เดิม     และได้หยุดอยู่ใกล้กับยอดต้นไม้นั้น  ในขณะที่หยุดอยู่นั้นได้เห็นมดสีดำเดินออกมากันเป็นแถวจากรูเล็กรูหนึ่ง ของต้นไม้นั้น หลวงปู่ได้พิจารณามดนั้นว่าเปรียบเหมือนกิเลสน้อยใหญ่ที่ยังเหลืออยู่ ในร่างกายสังขาร พอพิจารณาไปได้สักพักจิตก็ถอนออกจากสมาธิ เพราะได้เวลาทำวัตรเช้า ซึ่งตอนนั้นเป็นเวลาเกือบ ๕ ชั่วโมง ” หลวงปู่ได้เล่านิมิตดังกล่าวถวายหลวงปู่ขาว หลวงปู่ขาวท่านบอกว่า “ดีแล้ว ใกล้จะเสร็จแล้ว ให้ทำความเพียรให้หนักและพยายามอีกต่อไป เพื่อจะได้ไล่มดดำ มดแดงทั้งหลาย ให้หนีออกจากสังขาร อันจะเป็นเหตุให้นำมาเกิดในภพน้อยภพใหญ่อีก กิเลสแม้เพียงน้อยนิดก็อย่าประมาทนะ และอย่าให้เหลืออยู่ในขันธะสันดานอย่างเด็ดขาดนะ” และที่วัดถ้ำกลองเพลแห่งนี้นอกจากองค์หลวงปู่ขาวแล้ว  ...ที่หลวงปู่เคารพนับถือมาก ทั้งในข้อวัตรปฏิบัติ  และความสมถะเรียบง่ายมักน้อยสันโดษสมัยนั้นยังมีครูบาอาจารย์อีกองค์หนึ่งที่เคารพมากเช่นเดียวกันทั้งในข้อวัตรปฏิบัติและการปรารภความเพียรคือ  พระอาจารย์จันทา  ถาวโร  ปัจจุบันอยู่วัดป่าเขาน้อย จ.พิจิตร  แต่ก่อนเคยอยู่ด้วยกันที่ถ้ำกลองเพลหลายปี  เป็นครูบาอาจารย์อีกองค์หนึ่งที่เคารพนับถือมาก  การประพฤติปฏิบัติของท่านเป็นแบบอย่างที่ดีมากสำหรับผู้มุ่งหวังความพ้นทุกข์  ทำให้เพื่อนสหธรรมิกที่อยู่รอบข้างมีความมุมานะตั้งใจบำเพ็ญอย่างไม่ลดละเหมือนดังที่ท่านทำให้เห็น  ปฏิบัติให้ดู  ในช่วง  ปี  พ.ศ.  ๒๕๐๖ -  ๒๕๑๐  พอออกพรรษา หลวงปู่นอกจากจะปลีกวิเวกไปประพฤติปฏิบัติอยู่อบรมกัมมัฏฐานที่วัดถ้ำกลองเพลเป็นประจำแล้ว  ก็จะถือโอกาสไปปฏิบัติธรรมกับ  หลวงปู่คำดี  ปภาโส  และ  หลวงปู่บุญจันทร์  จนฺทวโร  ถ้ำผาผึ้ง   หลวงปู่สิม  พุทธาจาโร  ถ้ำผาป่อง  เชียงดาว  หลวงปู่เทสส์  เทสรํสี  และ  หลวงปู่ชอบ  ฐานสโม หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม  กลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้นสำหรับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ไปหาบ่อยมาก เพราะอยู่ไม่ไกลกันท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่หลวงปู่เคารพมาก  มีปัญหาอะไรสงสัยเกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติหลวงปู่ก็จะไปกราบเรียนถามกับหลวงปู่ฝั้น  ในสมัยแรก ๆ ที่ยังไม่ได้ขึ้นไปอยู่กับพระอาจารย์จวน  พอออกพรรษาก็เดินธุดงค์ไปหาครูบาอาจารย์ให้ท่านช่วยแนะนำพร่ำสอน  ในการประพฤติปฏิบัติแก้ไขความสงสัยในการปฏิบัติให้แถบจะทุกปีในช่วงออกพรรษา  สมัยนั้นหลวงปู่เดินธุดงค์  กับคณะครูบาอาจารย์อยู่แถวภูหลวง  ภูพาน  ดงหม้อทอง  อำเภอวานรนิวาส  ซึ่งเป็นดงหนาทึบ  มีถ้ำใหญ่ ๆ  อยู่มาก  มีภูผาโขดหินและผลาญหินสวยงาม ทั้งสัตว์ป่าดุร้ายก็ชุกชุมทั้งเสือทั้งช้างเหมาะที่จะช่วยพระกัมมัฏฐานปราบกิเลสให้กำราบอ่อนราบลง ปี  พ.ศ.  ๒๕๑๑  ได้ย้ายจากถ้ำจันทร์ขึ้นไปภูทอกกับ  พระอาจารย์จวน  กุลเชฏฺโฐ  และ  พระอาจารย์คำบุ  ธมฺมธโร  ไปอยู่กับท่านอยู่ไม่ได้นานหรอก  ก็ช่วยกันสร้างศาลาการเปรียญและบันได้ขึ้นภูทอกจนแล้วเสร็จดังปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน  อยู่กับพระอาจารย์จวน  พระอาจารย์สิงห์ทอง  พระอาจารย์วัน  พระอาจารย์คำบุ  สถานที่ใดมันมีผีดุ  ท่านพระอาจารย์จวนก็มักจะเอาไปทิ้งไว้ให้อยู่คนเดียวหลาย ๆ  วันถึงให้ตามไปเป็นอยู่อย่างนั้นตลอด จนทำให้หลวงปู่กล้าอยู่ในถ้ำในป่าคนเดียวเพราะมันเคยชิน พร้อมทั้งมีจิตใจกล้าหาญภายหลังครูบาอาจารย์ไม่อยู่ จึงกล้าเที่ยววิเวกไปเพียงลำพังองค์เดียว
                วันหนึ่ง เวลาตอนกลางคืนเดินจงกรมอยู่ผลาญหินได้ยินเสียงบ๊อก  มองเลยทีนี้แดงโล่มาเลย  ลูกปืนใหญ่มันยิง วู้.....บึมกลางอากาศ เขากำลังรบกับพวกคอมมิวนิสก์  ทุกคืนเราเดินจงกลมอยู่  ทางเดินจงกรมมันมีหินอยู่ก้อนหนึ่งมันเป็นรู  ตรงนั้นมีงูจงอางอยู่คู่หนึ่ง  มันออกเข้าอยู่ทุกวัน  ตอนกลางคืนตอนเช้าก็ออกหากินของมัน  เราเดินจงกรมของเราอยู่  วันนั้นเรียกว่าสมาธิเมตตาขึ้นเต็มที่  คล้ายโลกนี้มีเราคนเดียวไม่มีอะไรพอดีมันมา  อาตมาเดินไป  ไปนั่งที่รูก้อนหิน  บอกขอดูหน่อยเอามือล้วงลงไปจะไปคว้ามันออกมามันไม่ให้จับ  บอกขอดูหน่อย.......เราเป็นคนท้องไร่ท้องนาอยู่อุบล ฯ ไม่เคยเห็น  ไม่เห็นทำร้ายอะไรหรอก  คว้าดึงมันอยู่อย่างนั้นแหละ  ทำอยู่นานเหมือนกันนะ  ทีนี้เลยไปหาไม้มาเกาะ  ไม้สดเราหักไม่ได้เพราะเราเป็นพระ  ก็ได้ไม้แห้ง ๆ  ตัวมันใหญ่มันหนัก  ดึงออกมามันก็หัก  สักพักหนึ่งเณรณรงค์มาเห็นเข้าก็ไปบอกหลวงปู่จวน   หลวงปู่มาเห็นเขาท่านก็ดุเอาอีกไม่ใช่พ่อนะนั่นน่ะ  ระวังเถอะ  จิตเราถอนเลย.........พอนึกขึ้นได้ก็นั่งสั่น  เหงื่อแตกหมดเลยจิตมันถอนออกแล้ว  ในช่วงนั้นอย่าว่าแต่งูจงอางเลย  แม้แต่ช้าง  เสือก็สามารถที่จะจับมันได้  จิตเต็มเปี่ยมไม่มีอะไรเลย  ไม่มีอะไรมาคิดว่ามันจะทำร้ายอย่างนั้นอย่างนี้ไม่มี  มีแต่เมตตา  มันเต็มเปี่ยมในช่วงนั้น  สามารถที่จะจับได้คลำได้เลย  อันนี้คือช่วงวันหนึ่งที่ผ่านมาพอสังเขป
                การเดินธุดงค์ของหลวงปู่นั้นส่วนมากหลวงปู่มักจะไปกับ  หลวงปู่วัน  หลวงปู่จวน  หลวงปู่คำบุ  ไปเรื่อย ๆ  และบางครั้งไปกับพระอาจารย์สิงห์ทอง ๆ  นั้นท่านมีนิสัยขี้เล่นทำอะไรไม่เหมือนพระองค์อื่น  ดุด่าไม่ได้สนใจใครทั้งนั้นมีสมัยหนึ่งเดินธุดงค์มาด้วยกันจากอำเภอสว่างแดนดิน  สกลนครมาร่วมงานที่วัดสำราญนิเวศแต่ไปปักกลดที่ป่าช้าไกลกว่าวัดสำราญประมาณ  กิโลเศษเช้าวันหนึ่งฉันข้าวเสร็จมีโยมคนหนึ่งเดินมาหาหลวงปู่กราบลงสามครั้ง แล้วเขาก็พูดว่าผมมันทุกข์มันยากโปรดโผดผาย  (สงเคราะห์)  หน่อยเถอะคือเขามาขอหวยหลวงปู่ ๆ  เองก็ไม่ชอบเล่นหวยก็เลยคิดว่า  เราจะดัดนิสัยโยมคนนี้สักหน่อยทำไมชอบเล่นหวยจังก็เลยบอกว่า  โยม ๆ  นั่นโยมเห็นไหม  พระอาจารย์องค์นั้นท่านมาจากสว่างแดนดินชี้ไปทางพระอาจารย์สิงห์ทอง  ไปโยม  ไปหาพระอาจารย์องค์นั้นขอท่านเพื่อท่านมีตัวดีให้โยมเขาก็กราบหลวงปู่แล้วเดินตรงไปที่พระอาจารย์สิงห์ทองปักกลดอยู่แล้วก็กราบลงสามครั้ง  หลวงปู่ก็ยืนมองดูอยู่นะเขาก็พูดขึ้นว่า  ข้าน้อยมันจนโปรดโผดผายแน่ท่าน.....ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองยังไม่ได้ดูหน้าเลยก็ด่าเลยละ  “มึงคิดว่าพระอย่างกูนี้จะบวชมาให้หวยให้เบอร์หรืออย่างไรกูบวชมาบำเพ็ญเอาบุญนะไป........หนีๆ  ไปให้ไกล”  เสียงดังลั่นเลยทำให้พระเณรที่ปักกลดอยู่ใกล้ ๆ  ตกใจไปตามๆ  กัน  ต่างก็ออกมาดู  โยมคนนั้นไม่ทันกราบลาเลยรีบหนีไปอย่างรวดเร็วหลวงปู่ก็ยืนขำอยู่พอ  สักพักจะไปร่วมงานท่านก็เดินมาถามว่า  “บักใด๋มันมันบอกมากวนแต่เช้าแท้”  ทุกองค์เงียบไม่มีใครยอมปริปากพูดแม้แต่องค์เดียวเพราะรู้ว่าถ้าบอกต้องโดนแน่ๆ  อีกสมัยหนึ่งอยู่วัดป่าแก้วชุมพลพระอาจารย์สิงห์ทอง  ท่านพาโยมแม่ท่านมาบวชเป็นชีอยู่ที่นั่นพอตกตอนกลางคืนโยมแม่ท่านก็ไหว้พระสวดมนต์นั่งสมาธิภาวนาอยู่  พระอาจารย์สิงห์ทองก็แอบไปข้าง ๆ  เพลิงที่แม่ท่านอยู่เขาทำเป็นกุฏิมุงด้วยหญ้าหลังเล็ก ๆ  แต่มันจะเป็นฝาที่ยก  เปิดปิดได้ท่านอาจารย์ก็เอาเชือกผูกใสปลายไม้  และข้างหนึ่งผูกใส่ที่ฝายกขึ้นและก็ปล่อยลงให้มันดังพึบๆ  ท่านหลอกแม่ท่านเพื่อทดสอบขันติธรรมพอตกเช้ามาฉันท์ข้าวเสร็จท่านก็นำอาหารหวานคาวใสปิ่นโตถือไปให้แม่แล้วถามว่าแม่ ๆ  เมื่อคืนนี้มีอีหยังอยู่บ่แม่ท่านก็ตอบว่าจักวาแมนหยั๋งตีฝาอยู่พึบๆ อยู่ท่านก็ถามว่าเจ้าหย่านอยู่บ่แม่  บ่หย่านแล๋ว  เออ..........อาจารย์ว่าเจ้าอย่าหย่านเดอข่อยดอก ท่านชอบทำอะไรแปลก ๆ  ขนาดแม้ตัวท่านยังแกล้งเป็นผีไปหลอกนี้ก็คือนิสัยอย่างหนึ่งของ  พระอาจารย์สิงห์ทอง  สมัยที่หลวงปู่เดินธุดงค์อยู่กับพระอาจารย์จวนและพระอาจารย์วันนั้นพวกคอมมิวนิสต์กำลังดุเดือดปี  ๒๕๐๗ – ๒๕๐๙  อยู่ที่นาแก  ส่องดาว นครพนม  ขึ้นไปโน่น  ทั้งนครพนมทั้งสกลนครนี่แหละหมู่บ้านหนองสังข์  หมู่บ้านก้านเหลือง  บ้านตูม  เคยไปบ้านสามผงเขาไม่ใส่บาตให้เลยนะถ้าไปบิณฑบาตช่วงนั้น  เพราะพวกนี้เขาเชื่อว่าพระกินแรง  (ฉันท์ตอนเย็น)  งานการก็ไม่ทำ  มีแต่อาศัยกิน  อย่าไปให้มันกิน  ไปบิณฑบาตถึงสามวันไม่ได้ข้าวสักก้อนก็เลยชวนกันออกวิเวกไปที่อื่น  หลวงปู่จวนบอกว่ายังไปไม่ได้ต้องใช้หนี้ก่อน เอ..........ใช้หนี้ยังไงหนา  เรายังไม่รู้  มีแต่ชวนไปแล้วจะอยู่ยังไง  โยมไม่ใส่บาตให้วันที่สี่ตอนกลางคืนผู้ใหญ่บ้านกับชาวบ้านออกมา  เขามาถาม  เราก็ไม่ได้พูดอะไร  มันเป็นหน้าที่ของครูบาอาจารย์พอเขารู้ว่าเราเป็นพระจริง  ออกธุดงค์กัมมัฏฐานปฏิบัติไม่ใช่พระอย่างที่เขาเข้าใจ  ว่าพวกรัฐบาล  พวกสันติบาล  พวกทหารปลอมแปลงบวชเป็นพระมาเพื่อสืบสวนเรื่องราวของเขา  เขาคิดอย่างนั้น  พอเขารู้ว่าไม่ใช่ไปบิณฑบาตหนักบาตรเลยล่ะ  อยู่ที่นั่นสองวันท่านบอกว่าไปได้หมดหนี้หมดสินแล้วเขาเข้าใจเราดีแล้ว  เราไม่มีพิษไม่ภัย  เรียกว่าลำบากพอสมควร  ไปอยู่ภูทอก  ท่านพาสร้างพาทำ  ได้พวก  อส.  ทหาร  ช่วยสร้างบันไดรอบ ๆ  ขึ้นไป
พ.ศ.๒๕๑๒- ๒๕๑๓ พรรษา ๑๑-๑๒ อายุ ๓๖-๓๗ ปี
จำพรรษาที่สำนักสงฆ์ถ้ำจันทร์  ,  ถ้ำบูชา ตาดสะอาม ภูวัว จังหวัดหนองคาย กับพระอาจารย์จวน กุลเชฎฺโฐ พระอาจารย์คำบุ ธมฺมธโร, วัดป่าแก้วบ้านชุมพล จังหวัดสกลนคร(พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมธโร), ถ้ำพวง(ถ้ำอภัยดำรงธรรม) (พระอาจารย์วัน อุตฺตโม) จังหวัดสกลนคร จำพรรษากับพระอาจารย์จวนสมัยนั้นท่านได้  ๒๒  พรรษา  จึงเรียกท่านโดยความเคารพตามแบบพระป่าว่า  “ครูจารย์”  มีพระ  ๕  องค์  เณร  ๒  องค์เท่านั้นต่างองค์ต่างแยกย้ายกันหาที่วิเวก  ปรารภความเพียรกันอย่างไม่ประมาทได้สร้างโรงครัว  ศาลาโรงฉันท์ข้างล่างและชวนกันทำบันได้ขึ้นหน้าผาขึ้นบนหลังตาดสะอาม  เพราะข้างบนเป็นที่ชัยภูมิดี  เหมาะเป็นที่วิเวกมีข่าวเล่าลือกันว่ามีพระพุทธรูปทองคำยังหลงเหลืออยู่ในถ้ำในเขตภูวัวนี้พวกพรานพวกชาวป่าสมัยก่อนเคยพบเห็นมาแล้วแต่ไม่มีใครกล้านำออกมา  ด้วยเกรงต่ออำนาจเทพารักษ์ที่บำรุงรักษาสถานที่นั้นพวกชาวบ้านช่วยกันหาเท่าใดก็ไม่พบจนทุกวันนี้ในปีนี้  พ.ศ.  ๒๕๐๙  คืนหนึ่งขณะฝนตกหนักได้มีเครื่องบินอเมริกันนำลูกระเบิดมาปล่อยทิ้งที่ภูวัว  ๖  ลูกหลังจากนั้น  ๓  วันญาติโยมขึ้นมาถวายจึงเห็นแล้วออกไปเก็บเห็ดจึงเห็นลูกระเบิดเป็นลูกขนาดใหญ่ที่มีระเบิดแล้ว  ๑  ลูก  เป็นลูกระเบิดเพลิงที่ไม่ระเบิด  ๕  ลูกวัดโดยรอบได้  ๑.๒๐  เมตรวัดตามยาวได้๑.๒๐  เมตรจึงให้คนไปแจ้งกำนันผู้ใหญ่บ้านในลำห้วยภูสิงห์เครื่องบินไปทิ้งระเบิดแถวนั้นสองลูกแล้วมันไม่ระเบิด  ใหญ่นะ  ๒ – ๓ พันตันบังเอิญเป็นที่จะต้องเดินลงไปสรงน้ำ  ที่อื่นไม่มี  ตรงนั้นเป็นทางลาดลงไป  จำเป็นที่หลวงปู่ต้องไป  สรงน้ำก็ไปยืนตรงนั้นแหละทุกวันพอกรวดตราดเสร็จ  ก็ไปสรงน้ำสรงท่า  หลายวันเข้าเณรมาเห็น  เณรโท  คนจังหวัดเลยหลาน  หลวงปู่ชอบ  ไปถึงไปบอกอาจารย์  บอก  หลวงปู่จวน  อาจารย์สรวงไปนั่งอยู่บนลูกระเบิด  ท่านถาม.......ที่ไหน  ที่ลำห้วย  ท่านก็ไปเลย  ไปถึง  ไม่ใช่พ่อนะนั่น  ท่านว่าอย่างนี้เลย  หลวงปู่หายใจวาบลุกขึ้นทันทีเลย  แต่หลวงปู่คิดว่าเขาโยนมาจากเครื่องบินหลายพันฟุต  มันยังไม่ระเบิดเราแค่สี่สิบ  กว่ากิโล ฯ  คงไม่มีปัญหาคิดอย่างนี้นะ  พอมาสักเดือนกว่า ๆ  มีทหารไปสามคน  ทหารสหรัฐ ฯ  หน่วยกู้ภัยพาเขาไปดู  เขาเอาสายไฟไปเกาะเพื่อจะช๊อต  พากันไปหลบตามก้อนหิน  พอระเบิดทั้งน้ำทั้งโคลน ทั้งหินขึ้นกระจายไปหมด  หลวงปู่ยืนตัวสั่นเลย  เพราะกลัวถ้ามันระเบิดตอนหลวงปู่สรงน้ำอยู่คงหาชิ้นไม่เจอแน่เลยนึกกลัวล่ะทีนี้นี่ตอนที่อยู่ภูทอก
                วกมาถ้ำจันทร์อีกทีหนึ่งตอนกลางคืนเดินจงกรมอยู่ผลาญหินได้ยินเสียงบ๊อก  มองเลยทีนี้แดงโล่มาเลย  ลูกปืนใหญ่มันยิง วู้.....บึมกลางอากาศ  ทุกคืนเราเดินจงกลมอยู่  ทางเดินจงกรมมันมีหินอยู่ก้อนหนึ่งมันเป็นรู  ตรงนั้นมีงูจงอางอยู่คู่หนึ่ง  มันออกเข้าอยู่ทุกวัน  ตอนกลางคืนตอนเช้าก็ออกหากินของมัน  เราเดินจงกรมของเราอยู่  วันนั้นเรียกว่าสมาธิเมตตาขึ้นเต็มที่  คล้ายโลกนี้มีเราคนเดียวไม่มีอะไรพอดีมันมา  อาตมาเดินไป  ไปนั่งที่รูก้อนหิน  บอกขอดูหน่อยเอามือล้วงลงไปจะไปคว้ามันออกมามันไม่ให้จับ  บอกขอดูหน่อย.......เราเป็นคนท้องไร่ท้องนาอยู่อุบล ฯ ไม่เคยเห็น  ไม่เห็นทำร้ายอะไรหรอก  คว้าดึงมันอยู่อย่างนั้นแหละ  ทำอยู่นานเหมือนกันนะ  ทีนี้เลยไปหาไม้มาเกาะ  ไม้สดเราหักไม่ได้เพราะเราเป็นพระ  ก็ได้ไม้แห้ง ๆ  ตัวมันใหญ่มันหนัก  ดึงออกมามันก็หัก  สักพักหนึ่งเณรณรงค์มาเห็นเข้าก็ไปบอกหลวงปู่   หลวงปู่มาเห็นเขาท่านก็ดุเอาอีกไม่ใช่พ่อนะนั่นน่ะ  ระวังเถอะ  จิตเราถอนเลย.........พอนึกขึ้นได้ก็นั่งสั่น  เหงื่อแตกหมดเลยจิตมันถอนออกแล้ว  ในช่วงนั้นอย่าว่าแต่งูจงอางเลย  แม้แต่ช้าง  เสือก็สามารถที่จะจับมันได้  จิตเต็มเปี่ยมไม่มีอะไรเลย  ไม่มีอะไรมาคิดว่ามันจะทำร้ายอย่างนั้นอย่างนี้ไม่มี  มีแต่เมตตา  มันเต็มเปี่ยมในช่วงนั้น  สามารถที่จะจับได้คลำได้เลย  อันนี้คือช่วงวันหนึ่งที่ผ่านมาพอสังเขป
ในระหว่างที่จำพรรษาอยู่กับครูบาอาจารย์นี้หลวงปู่ได้บำเพ็ญเพียรอย่างนักถือเอาอิริยาบถสามเท่านั้นคือ ยืน เดิน นั่ง ไม่นอนตลอดพรรษา พระอาจารย์จวน พระอาจารย์คำบุ พระอาจารย์วัน พระอาจารย์สิงห์ทอง ๔ รูปนี้ถือว่าเป็นครูบาอาจารย์ของหลวงปู่โดยตรง ท่านเมตตาหลวงปู่เป็นอย่างมากในทุกๆ ปีจะพาออกเดินธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ ตามเทือกเขาภูสิงห์ , ภูวัว ภูพาน เดินทางผ่านอำเภอเซกา อำเภอบ้านแพง อำเภอท่าบ่อ ศรีสงคราม แวะกราบหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ออกเดินทางต่อขึ้นเหนือพักปฏิบัติธรรมบำเพ็ญภาวนาอยู่เวียงด้งสถานที่แห่งนี้ เหมาะแก่การบำเพ็ญภาวนาเป็นอย่างมากแม้ในปัจจุบันหลวงปู่ก็เคยแนะนำให้ลูกศิษย์ไปบำเพ็ญธรรม ปฏิบัติธรรมอยู่ที่ภาคเหนือนี้จิตใจสงบเหยือกเย็นเป็นอย่างมากความรู้สึกปลอดโปร่ง ไม่มีความวุ่นวายใจอะไรเลย พอออกจากเวียงด้งก็เดินทางต่อไปกราบหลวงปู่สิม พุทธาจาโร อยู่ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่เป็นเวลานานพอสมควรก็กราบลาท่านออกเดินธุดงค์กลับถ้ำจันทร์ ในระหว่างนั้นหลวงปู่ได้ไปปฏิบัติธรรมกลับหลวงปู่คำดี ปภาโส  แห่งสำนักสงฆ์ถ้ำผาปู และหลวงปู่บุญจันทร์ จนฺทวโร นับได้ว่าครูบาอาจารย์ที่มีชื่อเสียงและประพฤติดีปฏิบัติชอบรูปไหนหลวงปู่ถ้ามีโอกาสก็จะไปกราบนมัสการสนทนาธรรมกับท่านเหล่านั้น แทบจะทุกองค์ก็ว่าได้ไหนสมัยก่อน คืนวันหนึ่งตกเย็นหลังจากนั่งสมาธิเสร็จเกิดปวดขาเป็นอย่างมากหลวงปู่ก็เอามือบีบเพื่อให้มันผ่อนคลาย แล้วก็จำวัตรในอิริยาบถตระแขรงขวาตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ พอเช้าก็ไปรับบาตรท่านอาจารย์เดินออกก่อนท่าน พอท่านอาจารย์เดินมาถึงเราก็ยื่นบาตรถวายให้ ท่านพูดขึ้นมาเลยว่า “เป็นยังไงปวดมากเลยเหรอขา ถ้ามันยังโง่อยู่ก็ปล่อยให้มันปวดตายไปเลยนะ” หลวงปู่งงมากว่าท่านรู้ได้ยังไง แต่ก็ยังไม่เชื่อหรอกว่าท่านมีวาระจิตล่วงรู้การกระทำและความคิดของคนอื่น คืนหนึ่งขณะนั่งสมาธิจิตสงบลงเกิดธรรมะผุดขึ้นมาในระหว่างจิตสงบนั้นนั้นว่า
“คนเราเกิดมาก็มีความแก่ ความเจ็บ ความตายเป็นธรรมดา พิจารณาไปมาจิตก็เกิดความสลดสังเวชเป็นอย่างมาก” พอเช้าก็ไปรับบาตรท่านอาจารย์เหมือนเช่นเคยท่านก็พูดขึ้นว่า “ให้มันได้อย่างนี้สิ ถึงจะเรียกว่าลูกศิษย์พระพุทธเจ้า” นับตั้งแต่วันนั้นหลวงปู่ไม่เคยสงสัยในความเป็นพระอรหันต์ของท่านพระอาจารย์จวนเลยมีแต่สำรวมระวัง และเร่งบำเพ็ญเพียรภาวนาต่อไป

พ.ศ.๒๕๑๔ พรรษา ๑๓ อายุ ๓๘ ปี                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                      
 
จำพรรษาที่สำนักสงฆ์ภูทอก อำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย
กับพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ , พระอาจารย์คำบุ ธมฺมธโร ตอนแรกอาศัยอยู่ที่ตีนเขาที่เป็นโรงฉันต่อกับโรงครัวปัจจุบันนี้ บริเวณรอบๆ เป็นป่าทึบรกชัฏมีสัตว์ป่าอุดมสมบูรณ์
                เบื้องต้นภูทอกสมัยนั้นยังไม่มีแอ่งเก็บน้ำ ต้องพากันอดน้ำและอาศัยน้ำฝนที่ค้างขังอยู่ตามแอ่งหิน อาหารการขบฉันอาศัยบิณฑบาตจากชาวบ้านนาคำแคน ซึ่งได้พากันอพยพไปอยู่ใหม่ๆ ประมาณ ๑๐ หลังคาเรือนการบิณฑบาตขาดแคลนมากตามมีตามได้ในปีนั้นมีพระจำพรรษาด้วยกัน ๓ องค์ ผ้าขาวน้อย ๑ องค์ปลูกกระต๊อบชั่วคราวพอได้อาศัย ทุกองค์ต่างก็ได้ทำความเพียรกันอย่างเต็มที่ เวลาพลบคล่ำท่านอาจารย์จะขึ้นไปนอนบนชั้น ๕ โดยปีนขึ้นไปตามเถาวัลย์ตามรากไม้ ซึ่งปัจจุบันนี้ถ้ำเป็นวิหารพระสมัยนั้นยังเป็นป่าทึบมาก มีต้นไม้ขึ้นอย่างหนาแน่นท่านอาจารย์จวนเล่าให้ฟังว่าเดิมที่ภูทอกนี้ชื่อว่า ภูแจ่มจำรัสแต่ก่อนนี้มีพวกฤษีชีไพรมาบำเพ็ญพรตภาวนากันอยู่ที่ภูแจ่มจำรัสนี้อย่างมากมาย อีกทั้งเคยมีพระปัจเจกพุทธเจ้ามานิพพานด้วย
                ในระหว่างกลางพรรษาท่านอาจารย์ได้ชักชวนญาติโยมทำบันไดขึ้นเขาชั้นที่ ๕ และชั้นที่ ๖ ได้สำเร็จใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ ๒ เดือนเศษก็แล้วเสร็จ หนักทั้งการก่อสร้าง ทั้งการประพฤติปฏิบัติ แต่จิตใจกับเบาสบายไม่ท้อแท้เลย การบำเพ็ญภาวนาก็มีแต่เจริญไปโดยลำดับ ...วันหนึ่งในขณะที่จิตสงบเป็นสมาธิได้นิมิตเห็นสายธารน้ำ ในเขตอำเภอโซ้พิสัย จึงเดินทางไปดู และก็ลงสรงน้ำในลำธารนั้น ปรากฏว่า “ที่น้ำตกลงมาเป็นก่อนหินขนาดใหญ่ ภายในนั้นเป็นถ้ำขนาดใหญ่น้ำท่วมขึ้นไม่ถึงก็เลยมุดเข้าไปดู พอโผล่ขึ้นก็เห็นพระพุทธรูปทองคำ สามองค์ พร้อมทั้งพระพุทธรูปอีกมาก หนึ่งในนั้นหลวงปู่เอื้อมมือไปจับพอใกล้ถึงองค์พระๆ ก็เคลื่อนไปอีกทางหนึ่งเป็นอยู่อย่างนั้นหลวงปู่นั่งพิจารณาดูจึงรู้ว่านั้นคือ “พระทรหด” หลังจากนั้นก็ได้นั่งสมาธิในถ้ำภายใต้น้ำตกนั้น พอจิตสงบเป็นสมาธิก็นิมิตเห็นเป็นฤษี มีผมขาวหนวดยาว หนวดก็ขาวนะ แล้วท่านก็กล่าวว่า “เชิญเถอะหลาน  เชิญตามสบายไม่มีอะไรหรอก” หลวงปู่ได้กล่าวตอบในสมาธิว่า “ อาตมา เข้ามาบำเพ็ญเพียรเพื่อขจัดกิเลสในขันธะสันดาน ไม่ได้ต้องการสิ่งใดในที่นี้ ขอท่านเองก็อย่าหวาดหวั่นเลย จงอยู่เป็นสุขเถิด” หลังจากนั้นหลวงปู่ก็ถอนจิตออกจากสมาธิ แหวกว่ายน้ำออกมาจากถ้ำ แล้วก็กราบเรียนเรื่องดังกล่าวให้ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองฟัง พระอาจารย์สิงห์ทองพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ชวนหลวงปู่ไปดู พอไปถึงท่านก็ไม่ได้ถามอะไรกระโดด ลงไปในน้ำเลยนะ พอขึ้นมาจากน้ำนั้นท่านก็กล่าวว่า “ เออ ท่านก็เป็นผู้มีบุญนะ จงรีบบำเพ็ญเข้า อย่าพาใครมาเอาพระทองคำนะ เพราะเจ้าของเขาหวงน่าดู” หลังจากนั้นทุกวัน หลวงปู่พอฉันข้าวเสร็จ ก็จะรีบลงไปในน้ำ เพื่อผ่านธารน้ำตกเข้าไปบำเพ็ญสมณะธรรมภายในถ้ำแห่งนั้น เป็นอย่างนั้นได้เกือบหนึ่งเดือน จึงออกเที่ยวธุดงค์ไปที่อื่น ได้รับข้ออรรถ ข้อธรรมที่ถ้ำน้ำตกแห่งนั้นเป็นอย่างมาก ครั้งนั้นมีพระองค์หนึ่ง เห็นหลวงปู่ลงไปในน้ำแล้วก็หายไป พอตอนเย็นก็ขึ้นมาจากน้ำ เลยสงสัยว่า หลวงปู่ลงไปอยู่ในน้ำได้อย่างไร หรือว่า ใต้น้ำนั้นมีถ้ำอยู่ พระองค์นั้น จึงแอบลงไปในน้ำนั้น มุดดูอยู่พักใหญ่ เห็นจระเข้ ตัวใหญ่เท่าช้าง รีบหนีตายขึ้นมาจากน้ำแล้วไปหาหลวงปู่ พร้อมทั้งถามว่า ท่านอาจารย์ลงไปในน้ำไม่กลัวจระเข้เหรอ หลวงปู่ก็ไม่กล่าวอะไร เพียงแต่ยิ้มเฉยๆ

พรรษา ๑๓ – ๒๓ พ.ศ.๒๕๑๔ –พ.ศ.๒๕๒๔ อายุ ๓๘-๔๘ ปี
จำพรรษาที่วัดป่าบ้านเหล่าขวาว ตำบลโพนเมืองน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันจังหวัดอำนาจเจริญ) โดยมีพระอาจารย์คำบุ ธมฺมธโร เป็นประธานสงฆ์
พ.ศ. ๒๕๑๒  ไปอยู่ภูทอก  พ.ศ.  ๒๕๑๔  ก็ลงมาจากภูทอก  ไปกับพระอาจารย์คำบุ  ธมฺมธโร  มาอยู่ที่อำนาจเจริญ  จำพรรษาบ้านเหล่าขาวกับพระอาจารย์คำบุ  ๑๐  กว่าพรรษา  มาสร้างวัดป่าสันติวนารามและทำถนนหนทางเข้ามาในหมู่บ้าน  อยู่ที่นี้เรียกว่าออกตะลอน ๆ  ไปเรื่อย ๆ  พอออกพรรษาก็เดินธุดงค์ไปหาครูบาอาจารย์  อยู่อุปัฏฐาก  ปรนนิบัติรับใช้เหมือนอย่างที่เคยทำมาแม้ในช่วงนั้นจะพรรษามากแล้วแต่กิจวัตร  ที่เคยประพฤติปฏิบัติก็ยังคงทำเหมือนเดิมแถมยังละเอียดมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ  เพราะจะได้เป็นแบบอย่างให้กับพระเถรเณรชีที่บวชใหม่ได้ปฏิบัติตามจนได้รับให้เป็นผู้ช่วยในการอบรมธรรมะแทนหลวงปู่จวน  กุลเชฏโฐ  สมัยที่อยู่ภูทอก  และท่านยังยกย่องเรียกว่า  อาจารย์ใหญ่ด้วย  พอพระเณรประพฤติผิดพระธรรมวินัยข้อใดก็จะแนะนำให้ไปหาหลวงปู่ให้หลวงปู่เป็นผู้ว่ากล่าวตักเตือนแทน  พ.ศ.  ๒๕๒๔  ออกจากวัดป่าสันติวนารามเดินธุดงค์มาทางโคราชคิดว่าจะอยู่โปรดญาติโยมสักพักจึงจะขึ้นไปกราบหลวงปู่เทสก์  เทสรํสี  ที่วัดหินหมากแป้ง
                ธุดงค์สอนธรรมะ
                หลังจากนั้นก็เดินธุดงค์มาเรื่อยๆ  มาพักอยู่วัดป่าสาลวันกับหลวงพ่อพุธ ฐานิโย  อยู่สนทนาธรรมพอสมควรแล้วก็เดินตามป่า  ตามไร่  ตามเขามาเรื่อย ๆ  ธุดงค์มารูปเดียว  มาพักอยู่บ้านริมคลอง ทางเข้าหมวกเหล็กพักอยู่ใต้ต้นมะเดื่อมีโยมคนหนึ่งอยู่แก่งคอย  เขาชื่อทอก คำพิสัย  เมื่อก่อนเขาเป็นพ่อค้าหาซื้อวัวมาขาย  ก็ขึ้นไปร้อยเอ็ด  อำเภอพนมไพรล่องขึ้นล่องลงเสร็จแล้วก็ไปได้ภรรยาคนร้อยเอ็ดอำเภอพนมไพร  มาซื้อที่แถวสะพานหินวังม่วงทำไร่  เขาทำสวนน้อยหน่า  หลวงปู่ไปบิณฑบาตผ่านบ้านเขา ๆ บอกพวกลูกหลานมาใส่บาตรแล้วถามว่า  “อาจารย์มาจากไหน”  บอกว่า  มาจากสกลนคร  ย้ายจากสกลนครมาอยู่อุบลฯ  จากอุบลฯ  มาพักอยู่นครราชสีมาก็มานี่  “แล้วจะไปไหน”  เขาถามอาตมา  ก็บอกไม่รู้  อาตมาธุดงค์ปฏิบัติไปเรื่อย ๆ แล้วแต่จะมีโอกาสและจังหวะ  “ถ้างั้นนิมนต์พักที่นี่พวกผมในกลุ่มนี้มีหลายครอบครัวพอที่จะปฏิบัติอุปัฏฐากอาจารย์ได้”
เขาบอกอย่างนี้แล้วก็ให้คนมาทำกระต๊อบหลังหนึ่งใต้ร่มต้นมะเดื่ออยู่ริมป่าคลองหมวกเหล็ก  เป็นมะเดื่อต้นใหญ่  แล้วที่อยู่ก็เหมาะดีริมคลองหมวกเหล็กมีน้ำไหลตลอดปีหน้าแล้ง  หน้าฝน  น้ำใสเย็นดี  ก็อยู่ที่นั่นตอนเช้าไปบิณฑบาตโยมคนนั้นแหละมาถือปิ่นโตให้  ไปตามหมู่บ้านเขาก็บอก  “พระมาแล้ว” ยิ่งนานเข้าก็ยิ่งไปไกลเรื่อยๆ  พอตกตอนเย็นมีญาติโยมมาถามข่าวสาระทุกข์สุกดิบ  ไหว้พระ  รับศีลฟังเทศน์  ฟังธรรม  ส่วนมากเป็นคนทางภาคอีสาน  สระบุรีพูดภาษาลาวทางอีสานแถวนั้นมีหลายครอบครัวเหมือนกันเสร็จแล้วเขาก็นิมนต์ให้จำพรรษา  ก็เลยรับปากจำพรรษาอยู่กับเขาได้พรรษาหนึ่ง
                ออกพรรษาแล้วเขาไม่อยากให้ไป  เราก็ไม่อยากอยู่  เพราะมันอยู่ในวงแคบ ๆ   เลยตั้งสัจจะอธิษฐานว่า  เดือน  ๗  แรม  ๘  ค่ำ  เหลืออีกไม่กี่วันก็เข้าพรรษาจะทำยังไงดี  เราจะกลับวัดหรือเดินไปเรื่อย ๆ  ตั้งใจว่าจะมากราบเจ้าคุณเทพวรคุณ (หลวงปู่อ่ำ สุภัทโท)วัดเขาพระงาม  ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ที่หลวงปู่มั่น  หลวงปู่ขาว  หลวงปู่ฝั้น  ท่านเดินธุดงค์มาพักปฏิบัติธรรมอยู่  แล้วจะล่องไปเรื่อย ๆ  ไปหาอาจารย์จันทา  ถาวโร  วัดป่าเขาน้อย  จังหวัดพิจิตร  และจะล่องไปเรื่อยๆ   กะอย่างนั้น

พ.ศ.๒๕๒๕  พรรษา ๒๔ อายุ ๔๙ ปี
 
จำพรรษาที่ใต้ต้นมะเดื่อ ริมคลองแห่งหนึ่ง ในเขตออำเภอหมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี
เทวดานำชี้ทาง
                เดินธุดงค์มาถึงที่นี้เลยอธิฐานว่า  ในเขตท้องที่สระบุรี  ลพบุรี  เรายังไม่เคยมาไม่เคยอยู่หากว่าในอดีตเราเคยได้อยู่พักพาอาศัยปฏิบัติธรรม  ณ  ที่ใดที่หนึ่ง  ขอเทพเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์หรือว่าคณะญาติ  ถ้ามีในอดีตก็ให้มาเข้าในนิมิตบอกสถานที่นั้นห้าทุ่มเลยเลิกปฏิบัติ  ทำวัตรสวดมนต์แล้วก็นั่งสมาธิกำหนดภาวนาไปเรื่อย ๆ  พอจิตสงบก็เกิดนิมิตขึ้น  เห็นมีเทพ  ๓  องค์  ไปจากถ้ำพรหมสวัสดิ์ ปัจจุบัน เป็นผู้ชายทั้งหมดไปถึงเขาบอกว่า มานิมนต์หลวงปู่ไปโปรดญาติโยมที่ถ้ำลพบุรี  ญาติคอยมานานแล้วอาตมาบอกว่า  เออ.......ถ้าอย่างนั้นไปก็ออกเดินทางเทพ  ๓  องค์เขาออกนำหน้าออกเดินไปประมาณสัก  ๒๐  วาเศษฯ  ปรากฏว่าเทพ  ๓  องค์นั้นลอยไป  อาตมาก็ยืนดู  คิดในใจว่า  เอ๊ะ.......เขาลอยไปได้เราจะทำยังไงถึงจะลอยไปกับเขาได้ละนี่เลยตั้งจิตอธิฐานถึงครูบาอาจารย์คือหลวงปู่ขาว  หลวงปู่ฝั้น  หลวงปู่จวน  ให้มาช่วยพออธิฐานได้สักพักตัวเราก็ลอยตามพวกเทพนั้นไป  ส่วนพวกเทพ  ๓  องค์จะเหลียวหลังดูเราบ้างก็ไม่มี  คล้าย ๆ  ว่าเราต้องไปได้  เขาคงคิดอย่างนี้แหละไปถึงก็ลงตรงป่าอ้อย  ป่าข้าวโพด  พาเดินขึ้นเขาไป  ซ้ายมือมีต้นไทรอยู่ต้นหนึ่ง  เขาพาลงไปเที่ยวในถ้ำ  หนังถ้ำมีหินงอกก้อนหนึ่งคล้าย ๆ กลด  เขาพาดูข้างในดูหมดแล้วก็พาขึ้นมามีถ้ำหลังเขาไปทะลุหน้าผาพาลงไปอีกถ้ำหนึ่ง  เป็นเหวลึกพาชมหมดพอลงไปมีหินก้อนหนึ่งขวางอยู่  อาตมาไปเคาะดูเสียงดังนะ  หินก้อนนั้นดูแล้วมันคล้าย ๆ ผลึกสีมรกตอ่อน ๆ  ก้อนใหญ่ยาวประมาณ  ๒  เมตร  วัดโดยรอบประมาณ  ๖๐ – ๗๐  เซนติเมตร  เดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่  พอขึ้นมาก็อ้อมไปด้านหลัง  ไปลงอีกถ้ำหนึ่งถ้ำนี้เป็นห้องสี่ห้องลงไปห้องสุดท้ายจะเป็นห้องโถงกว้างใหญ่พาไปลงอีกถ้ำหนึ่งข้าง ๆ ห้องครัวนี่แหละ  แล้วขึ้นมายืนที่ต้นไทร
                หลวงปู่เลยว่า  กลับเถอะโยมเขาก็พากลับ  พากลับก็ลอยกลับอย่างเก่านั่นแหละ  เราก็ลอยตามไม่ต้องคุยกัน  ไม่ต้องพูด  รู้กันลอยตามไป  ไปลงโน่นกระต๊อบที่ร่มมะเดื่อริมคลองหมวกเหล็กตอนนี้สิ.........อัศจรรย์ตอนเขาส่งแล้วก็กลับเขาจะสามารถบันดาลให้หลวงปู่ มองเห็นเขาได้ตลอด  อยู่คลองหมวกเหล็กยืนอยู่ริมคลองแต่มองเห็นเขาเหาะมาจนกระทั่งมาถึงนี่  เลยขึ้นไปแล้วเดินเข้าในถ้ำไปเขาต้องการให้อาตมาจำได้  จะได้ไม่ต้องไปถามใครถึงทางไปทางมาพอเขาเช้าไปในถ้ำ  หายเข้าไปสักพักจิตถอนตื่นรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาก็ลุกขึ้นนั่ง  พิจารณาตามเหตุที่เห็นในนิมิตหลวงปู่คิดว่าต้องมีจริงแน่  ไม่งันเขาไม่บอกอย่างนี้หรอก  พิสูจน์หาความจริง
                พอรุ่งเช้าไปบิณฑบาตถามโยมแพง...........ว่าแถว ๆ   นี้มีคนเคยไปอยู่อำเภอพัฒนานิคม  จังหวัดลพบุรีไหม  เขาตอบว่ามีตามาไปทำไร่อยู่กับยายทองเลยบอกเขาว่าอาตมาอยากจะพบ  อยากจะถามอะไรสักหน่อย  ตอนเย็นช่วยบอกให้มาหาอาตมาหน่อยเขาก็มา  ประมาณสี่โมงเย็นมาถึงหลวงปู่ก็ถามเรื่องถ้ำที่อยู่ปัจจุบันนี้ว่ามีภูเขาลูกเล็ก ๆ ยื่นออกมาจากภูเขาใหญ่ยาวแล้วมีถ้ำ ๆ หนึ่งพอขึ้นไปปากถ้ำจะมีต้นไทรอยู่ทางซ้ายมือภายในถ้ำกว้างใหญ่สวยงามมากและมีหินก้อนหนึ่งงอกออกจากผนังถ้ำลักษณะคล้าย ๆ กลดมีไหม  “มีหลวงพ่อไปมาเมื่อไหร่”  หลวงปู่บอกว่า  “ยังไม่ได้ไปทำไมหลวงพ่อรู้ที่หลวงพ่อพูดมานี่มันมีทั้งหมดเพราะผมไปดูมาผมไปทำไร่อยู่ที่นั่นหลายปี”  เลยบอกเขาว่า  เอาละโยม  เป็นอันว่ามีใช่ไหมถ้ำนี้  “มีครับหลวงพ่อ”  หลวงปู่อยู่ที่นั่นอีก  ๓  วัน  ก็บอกลาญาติโยมว่าจะไปลพบุรีล่ำลาแล้วก็ออกเดินทางพอพ้นหัวเขาที่เป็นเขาลูกที่สูงมองเห็นยอดเขาหลวงปู่จำได้หมดเลยโดยไม่ต้องถามใครห้าโมงเย็นพอดีมาถึงที่นี่  เดินขึ้นไปเห็นต้นไทรต้นที่ว่ายิ่งแน่ใจ  มองไปทางขวามือมองเห็นถ้ำเห็นปล่องถ้ำก็ขึ้นไป  พอเข้าไปวางบาตรวางกลดวางผ้าลงเอาไฟฉายออกมาพอเห็นแสงไฟค้างคาวเป็นพันบินออกหนีไปหมด  ใบไม้อะไรต่ออะไรรกไปหมด  ก็ยืนดูอยู่  เอ..........เราจะพักที่ไหนดีเห็นลานดินเป็นที่ราบสูงที่หนึ่ง  ไม่นานก็มีโยม  ๓ – ๔  คน  ตามขึ้นไป  มีโยมทรัพย์  โยมน้อยและโยมป้ายา  โยมตาจ่อย  พวกเขาถามว่า  “หลวงพ่อจะพักที่ไหนคืนนี้”  เลยบอกว่าคงจะเป็นถ้ำนี้แหละโยม  เพราะมันมืดค่ำแล้วพวกเขาก็ช่วยกันทำความสะอาดให้พอทำเสร็จมันมืดสลัว ๆ  พอดีโยมตาน้อยบอกว่า  “พรุ่งนี้หลวงพ่อไปบิณฑบาตบ้านผมลงเขาแล้วเดินไปตามชายเขา  ผมจะถือปิ่นโตคอยอยู่ที่หน้าบ้าน”  พอเช้าก็ลงเขาไป  ถึงบ้านเห็นตาน้อยถือปิ่นโตคอยอยู่  ก็ไปบิณฑบาตอยู่ที่ถ้ำทางขึ้นทางลงมันไม่มีอะไรหรอก  ต้องปีนป่ายไปตามซอกหิน  ฝนตกตะไคร่เขียว ๆ ลื่น  ไม่ขาขึ้นก็ขาลงทุกวันแหละบางทีข้าวหก  แกงหก  พอฉันบ้างไม่พอฉันบ้างไม่พอก็มี  แขน  หัวเข่าถลอกปอกเปิดเลยล่ะ  ขึ้นลงต้องระวังไปถึงก็พักผ่อนพอสมควรเดินจงกรมบ้าง  บางที่ก็นั่งสมาธิก่อนฉัน ออกจากสมาธิบางที  ๑๐  โมงครึ่ง  บางที  ๑๑  โมง  ในเช้าแต่ละวัน

พ.ศ.๒๕๒๖ พรรษา ๒๕  อายุ ๕๐ ปี
จำพรรษาที่วัดหนองโพธิ์ ตำบลช่องสาริกา อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี  ไม่มีพระจำพรรษาด้วยเลย จึงทำให้การบำเพ็ญเพียรสงบดียิ่ง จิตใจใสสะอาดบริสุทธิ์ พิจารณาอะไรก็มีแต่ธรรมะเท่านั้น

พ.ศ.๒๕๒๖-ปัจจุบัน พรรษา ๒๕-๕๓ อายุ ๕๐-๗๘ ปี
จำพรรษาที่วัดถ้ำพรหมสวัสดิ์ อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี
                มาอยู่ที่ถ้ำเป็นไข้มาลาเรียอยู่  ๓  ปี  ไข้ป่ามันขึ้นเดินจงกรมอยู่พอรู้สึกตัวขึ้นมานอนรออยู่  เอ.......ทำไมเรามานอนอยู่อย่างนี้  ตอนแรกเราทำอะไร  นึกขึ้นมา  โอ้......ตอนแรกเราเดินจงกรมไข้มันขึ้นหนัก  ล้มลงไปนอนเมื่อไหร่ไม่รู้สลบไป  ไม่รู้เรื่องเลยพอตื่นขึ้นมาเพิ่งรู้ว่า  โอ้..........มาดูตามเนื้อตามตัว  ล้มลงบนหินแต่ไม่มีแผล  ตามเข่าตามศอกไม่มีแผล  แต่มันปวดเมื่อยไปหมด
                ต่อมานั่งสมาธิเกิดนิมิตมีชีประขาวสองคน  จะนวดขาให้มันปวดมันเมื่อยเพราะเส้นมันยึดเขาว่าอย่างนั้น  เราเหยียดขาให้เขานวดให้  เขามาช่วยก็ดีให้เขานวดไป  นวดไป ๆ เขาดัดเส้นให้มันหายจริง ๆ  หายไขมาตั้ง   ๓  เดือน  ช่วงเขานวดให้นะพวกเทพเขามานวดให้มาจับเส้นให้หายไปเลย  ๓  เดือน  ฉันท์ยาก็ยารากไม้ยาอย่างทุกวันนี้ไม่มี  อย่างมาก็เกลือยารากไม้  ยาแผนโบราณ  ลุงสมเป็นคนหามาให้เขาเป็นหมอแผนโบราณ  มีรากไม้อยู่  ๓  ชนิด  เขาว่าแก้ไข้ป่าเวลาเป็นไข้  ให้ฝน ๆ ในน้ำใส่แก้วแล้วกิน  พอทุเลาไป  แต่ไม่อยู่  ถึงเวลามันก็ไข้  จนกระทั่งหลวงปู่ว่าไม่เห็นกินยาช่วงนี้เป็นยังไง  ท่านถาม  บอกผมไม่ไข้มาเดือนกว่าสองเดือนแล้ว  อือ.....ไปได้ยาดีมาจากไหน  ก็ตอบหลวงปู่ไปว่า.........กระผมนั่งสมาธิอยู่ได้เกิดนิมิตเห็นชีประขาวสองคนมาขอจับเส้นมานวดให้  จากนั้นก็หายมานี้เดือนกว่า ๆ  สองเดือนแล้ว  หลวงปู่ว่าเออ..........มันได้หมอดีนี่หว่าท่านว่าอย่างนี้
                พอหลังจากนั้นมา  หลวงปู่คิดว่า  การปฏิบัติในศีลในธรรมแผ่เมตตาแก่สรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงน้อยใหญ่นี้  เราทำอยู่ในขอบเขตพระธรรมวินัยมีคนช่วยรุกขเทวดาเขาก็ช่วย  แม้แต่เป็นไข้ก็มีผู้มาช่วยทำให้เราเกิดความภาคภูมิใจ เกิดความอิ่ม  ความปิติในธรรม  ขยันปฏิบัติ  เดินจงกรมมากกว่าเดิม  ข้าวปลาไม่อยากฉันท์ถ้าฉันก็ฉันน้อย ๆ  ฉันท์มากมันง่วงพอฉันท์เสร็จสองโมงหรือกี่โมงก็แล้วแต่  ท่านให้ลงเดินจงกรม  โน่นสิบเอ็ดโมงตีระฆังถึงจะเลิก  ทีนี้ก็บ่ายสอง  ตีระฆังปฏิบัติถึงบ่ายสามเลิก  ปัดกวาดวัดวาอาราม  กุฏิ  วิหาร  ทำอยู่อย่างนี้  พอหกโมงครึ่งก็สรงน้ำครูบาอาจารย์  เสร็จเรียบร้อยก็ฉันน้ำร้อนน้ำชา  ท่านพาทำวัตรสวดมนต์  เมื่อมีเทศน์มีอะไรท่านก็เทศน์ให้ฟัง  ไม่มีท่านก็สั่งเลิก  ต้องปฏิบัติถึงสี่ทุ่มตีระฆังสี่ทุ่มพักใครจะทำต่อก็แล้วแต่ความพากเพียรพอตีสามก็ตีระฆัง  ทำอย่างนี้มาอยู่ตลอดฉันมื้อเดียว  ฉันท์รวมในบาตร  บิณฑบาตเป็นวัตรจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้
                เกิดมาเพราะกรรม
                ออกจากถ้ำจันทร์  พอฉันท์แล้วไปเที่ยวดง  ไปกับ  ท่านวงศ์  อาจารย์พัน  พระชาลี  เณรทัน  เณรเตย  ไปเที่ยว  พอไปแล้วน้ำหมด  เดินหาน้ำ  ต่างต่างไปหาเกิดหลงกัน  เรียกหากันไม่เจอพอไปถึงน้ำซับเห็นรอยช้างน้ำยังขุ่น ๆ  อยู่ช้างมันหลายเชือก  พอดีโยมจันทร์  เขามาบอกว่า  ไม่รู้ว่าบ้านโคกกระแจเขายิงช้างมันพากันหนีมาทางนี้เขาตามมันอยู่  คงเป็นรอยน้ำขุ่น ๆ  นั่นละมั้ง  รีบไปเถอะอย่าอยู่แถวนี้เลย  เดี๋ยวมันมาเจอเข้า  เราก็หลบเข้าไปในซอกหิน  สักพักมันมาจริง ๆ  ตัวเจ็บอยู่ตรงกลาง  สองตัวประคองอยู่ข้าง ๆ ตัวเจ็บมันเดินไม่ไหวประคองกันลงมาทางบ้านเหล่าหญ้าคา  บ้านกลางใหญ่มันก็อยู่ไม่ได้หรอกเพราะนายพรานเขายิงมันทำนองฆ่าช้างเอางานั่นแหละ  เขายิงเอางามันไปขายตอนที่หลบอยู่ในซอกหินเกิดความรู้สึกเมตตาสงสารมันมาก  อย่างบอกไม่ถูกทำให้นึกถึงคำสอนของอุปัชฌาคือหลวงปู่พุฒ  ที่ท่านบอกว่าสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงมันเกิดมาเพราะกรรมเหมือนเรานี่แหละอย่าไปเบียดเบียนทำอะไรมันเลยสัตว์ตัวเล็กตัวน้อย  มันก็อยากอยู่อย่างเรา  ไม่อยากเจ็บอยากป่วยอยากตายเหมือนกับเราดูเอาสิ  เราเดินไป  หนามทิ่มตีนนิด ๆ หน่อย ๆ  เรารู้สึกเจ็บถ้าใครเขามาฆ่าเรา มันก็เหมือนกันกับเขานั่นแหละ
ญาติในอดีตชาติ
                พอค่ำลงคืนแรกแทบไม่ได้นอนทั้งคืน  มีคนเต็มไปหมดในถ้ำผู้หญิงผู้ชายผู้เฒ่าผู้แก่  เด็กเล็กเข้ามานั่งกันเป็นแถว  มากราบบางคนก็บ่นว่าคิดถึง  บางคนก็บ่นว่าปล่อยปละละเลย  เอามาทิ้งไว้แล้วหนีเอาตัวรอดคนเดียวไม่กลับมาเยี่ยมมามองเขาว่าอย่างนี้หลวงปู่เลยบอกเขาว่า  “โยม.........อาตมาไม่เคยรู้จักใครนะไม่เคยมาแถวนี้ไม่มีญาติมีโยมรู้จัก  อาตมาเพิ่งมาทำไมญาติถึงว่า  อาตมาเอาตัวรอดคนเดียวทิ้งไปไม่เหลียวกัลป์ปัปมาหมอง  อาตมาไม่รู้นะเนี่ย”  เขาบอกว่า  “ ก็ปู่มาอยู่ที่นี่แล้วหนีไปปล่อยให้พวกข้าพเจ้าคอยอยู่จนไปไม่ได้”  สุดท้ายเขาบอกว่าเป็นญาติทีนี้มันก็เกิดความสงสัยขึ้นมาในจิต  แต่ละวัน ๆ  ก็มีมาทีละ  ๙  คน  ๑๐  คน  มากราบมารับศีลรับพรทำวัตรสวดมนต์  ฟังเทศน์เสร็จแล้วก็กลับไป  แล้วพวกใหม่ก็มาทำให้หลวงปู่สงสารอยากจะโปรดกลุ่มที่อาตมาสงสารมากที่สุดมีอยู่  ๔  คน ผู้ชายบอกว่าหิวข้าว  หลวงปู่ก็นึกสงสารดูอิดโรยหน้าตาซีดเซียว  สังขารร่างกายผอม  เลยคิดว่าจะทำยังไง  ข้าวปลาอาหารเราไม่มี  บิณฑบาตได้ไม่มาก  เลยอธิฐานบารมีขึ้นว่า  ถ้าอานิสงส์ที่เราได้ถวายข้าวน้ำโภชนาหารแก่พระภิกษุสามเณรครูบาอาจารย์  ขอจงเป็นโภชนาหารอันเป็นทิพย์ให้ญาติเหล่านี้ได้บริโภคได้อิ่มหนำสำราญทุก ๆ  คนญาติโยมจงอนุโมทนารับเอาส่วนบุญส่วนกุศลที่อาตมาได้ทำมานี้เขาก็สาธุขึ้นพร้อมกัน
                รุ่งขึ้นอีกวันเขามาหาหลวงปู่คราวนี้หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสสดชื่นข้าวปลาอาหารได้บริโภคอิ่มหนำสำราญแล้วทำให้อาตมาสลดสังเวชในจิตว่าญาติมาทนทุกข์ทรมานอยู่นี้ไม่รู้กี่ภพกี่กัปที่เขามารอเราอยู่เพราะแถวนี้มันเป็นป่าดงดิบเป็นป่าดงพญาเย็น  ดงพญาไฟ  อยู่ปฏิบัติธรรมมาเรื่อย ๆ  ญาติทั้งหลายเหล่านั้นก็มาหาอยู่เรื่อย ๆ
                วิญญาณนายพันธุ์
                เมื่อปี  ๒๕๒๕  มีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อนายพันธ์  ถูกฟ้าผ่าตายแล้วเอามาเผาที่นี่  กลางคืนมันชอบมาเล่นมาแหย่  บางทีนอนอยู่มันก็มาคลำขา  มือมันเย็นนิ้วมือใหญ่เท่ากล้วยหอม  มันบอก  “ผมชื่อพันธ์  ผมอยู่แถวนี้แหละ”  บางทีนึกครึ้มก็นวดให้  ความรู้สึกเหมือนมีคนนวดให้จริง ๆ  พอนวดไปสักหน่อยเริ่มเย็นขึ้น ๆ  ก็บอก....โอย.........พันธ์  มันหนาวมันก็หัวเราะอึก ๆ  แล้วก็หายไป
                พออกพรรษปี  ๒๕๒๕  วันนั้นเป็นวันพระ  ญาติโยมมาทำบุญ  เลยถามญาติโยมที่มาทำบุญว่า  แถวนี้มีคนชื่อพันธ์  คนหนุ่ม ๆ  อายุ  ๒๐  กว่าไหม  โยมเวียนเล่าให้ฟังว่า  “นายพันธ์เป็นหลานของผมถูกฟ้าผ่าตายแล้วเอามาเผาตรงนี้  หลวงพ่อเห็นหรอ”  ก็บอกว่าเขาว่าจะว่าเห็นก็ใช่  จะว่าเขายังอยู่ยังอยู่ยังไปไม่ได้ก็ใช่  เขาอยู่นี่โยม  มาหาอาตมาอยู่ทุกวันอาตมาก็เมตตา  ช่วยเขา  ต่อมานายพันธ์นี่หายไปเลยนาน ๆ  จะมาปรากฏที  ถ้าเป็นธรรมดาอยู่ไม่ได้หรอกมันหรอกเก่ง  วิญญาณสาวเปลือย
                หลวงปู่ไปเที่ยวที่ถ้ำมากักถ้ำนี้เป็นถ้ำเล็กพอเข้าไปจะเป็นรูเล็ก ๆ  ต้องนอนคว่ำแล้วค่อย ๆ  ให้มันไหลลงไป  ไปงัดหินข้างในออกพอคลานขึ้นลงได้  ก็ลงไปนั่งสมาธิวันที่  ๓  ปรากฏว่ามีผู้หญิง  ๔ – ๕  คนเห็นแต่คอ  ผมยาวๆ  ลอยอยู่ไปแต่ละวันก็เห็นอยู่แค่นั้นอาตมาก็เกิดความสงสัยขึ้นมาว่าญาติโยมเหล่านี้คงจะไม่มีอะไรสักอย่างหนึ่งถึงให้เราเห็นแค่หน้าแค่หัวอาตมาก็ตั้งจิตเพ่งพินิจพิจารณาในภาพที่เห็นนั้น  ปรากฏเห็นว่าหญิง  ๔ – ๕  คนนั้นไม่มีเสื้อผ้านุ่งเขาให้เห็นแต่คอพอรู้แค่นั้นก็ตั้งสัจจะอธิษฐาน  เดชะด้วยบารมีที่ข้าพเจ้าได้ถวายไตรจีวรแก่ครูบาอาจารย์พระภิกษุสงฆ์สามเณร  ขอจงเป็นผ้านุ่งอันเป็นทิพย์ให้ญาติทั้ง  ๔ – ๕  คน ของข้าพเจ้านี้จงได้บริโภคใช้สอยได้นุ่งห่มได้ปกปิดสรรพางค์ร่างกาย  พวกเธอจงอนุโมทนาเอาส่วนบุญส่วนกุศลนี้เขาก็สาธุพร้อมกันพออกจากสมาธิเป็นเวลาเกือบ  ๕  โมงเย็น  ตั้งแต่เวลา  ๑๐  โมงเช้าก็ออกมาจากถ้ำ  จะมีแอ่งหินอยู่ตรงทางเข้าปล่องถ้ำพระ  สังกัจจายน์  แอ่งหินตรงนี้มันเป็นดิน  อาตมาไปคุ้ยดินออกแล้วเอาหินมากั้นไว้ให้น้ำมันไหลลงมาขังลึกประมาณ  ๑  เมตร  ยาวประมาณ  ๒  เมตรเศษ ๆ  พออาศัยน้ำนั้นล้างบาตร  เป็นสถานที่สรงน้ำแต่ก็น่าเสียดายที่มาสร้างพระสังกัจจายน์ทับตรงนั้นทำให้ไม่มีหลักฐาน  ก็ไปปัดกวาดทำอะไรเสร็จเรียบร้อยก็มาอาบน้ำพอ  ๖  โมง  จะเข้า  ๖  โมงครึ่งก็ทำวัตรสวดมนต์  เสร็จทุ่มกว่า ๆ  แล้วหลวงปู่ก็ขึ้นหลังเขาไปนั่งที่โคนต้นไทร  หลังเขามีต้นไทรอยู่ต้นหนึ่ง  หลวงปู่เอาหินไปเรียงรอบ ๆ  กลางคืนไปนั่งที่นั่น  ตีสี่ก็ลงจากเขาเข้าไปในถ้ำทำวัตรสวดมนต์แผ่เมตตา
                ในคืนวันหนึ่งเห็นญาติผู้หญิง  ๔ – ๕  คนมาจากถ้ำมะกักบอกว่าที่ตอนแรกไม่มากราบเอาบุญกุศลเพราะกลัวบาป  ทั้งอาย  ไม่มีเสื้อผ้าใส่พอหลังจากที่ได้รับโมทนาจากหลวงปู่แล้วเขาก็มีเสื้อผ้าปิดสรรพางค์ร่างกายมาอันนี้เป็นเหตุให้หลวงปู่สงสารญาติ  สังเวชสลดจิตน้ำตาไหลเลย  เสื้อผ้าจะนุ่งก็ไม่มีจะไปที่ไหนก็ไปไม่ได้ทนทุกข์ทรมานอยู่ที่นี่ไม่รู้กี่พันปี  เป็นกัปกัลป์  เพราะคนอื่นช่วยเหลือเขาไม่ได้นอกจากหลวงปู่  เขาถึงได้คอยอยู่  ทั้งพวกหิวข้าว  ทั้งพวกที่ไม่มีผ้านุ่งห่ม  และพวกเขามีอยู่มีกินที่อานิสงส์เขาก็เข้าไปอยู่ในถ้ำ
                ธรรมะคือยาดีมีฝากญาติ
                เขาบอกว่าสมัยก่อนนี้หลวงปู่อยู่เวียงจันทร์  เป็นนายทหารเป็นขุนพลนำทับต้อนพี่น้องประชาชนหนีออกจากเวียงจันทร์  พอมาถึงเกิดอหิวาตกโรค  เลยพาพวกเขามาหลบหนีเข้าไปอยู่ในถ้ำนี้แล้วบอกว่าจะไปหายา  ให้คอยอยู่ที่นี่แต่พอไปแล้วก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย อันนี้แหละที่เขาต่อว่าหลวงปู่เอามาทิ้งมาปล่อยไว้แล้วไม่กลับมาเหลียวแล  หลวงปู่บอกว่าไม่ได้ปล่อยได้ทิ้ง  ไปหายาแต่ยังไม่ได้เจอยาดี  บัดนี้อาตมาได้เจอยาดีมาแล้วพร้อมที่จะนำมาโปรดญาติพี่น้อง ยานี้คือ  ยาพุทโธ  ยาธัมโม  ยาสังโฆ  เป็นบุญเป็นกุศล  เป็นสิ่งประเสริฐ  เป็นธรรมะที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ท่านทรงบัญญัติเอาไว้แก่เวไนยสัตว์ทั้งหลายให้ประพฤติปฏิบัติตามได้เป็นบุญเป็นกุศลเป็นที่พึ่งทั้งในปัจจุบันและอนาคต จนกระทั่งหลุดพ้นจากภพจากชาติ น้อยใหญ่ ให้ญาติพี่น้องทั้งหลายประพฤติปฏิบัติเอารักษาเอา  รักษาศีลห้า  ศีลอุโบสถ  วันพระให้ปฏิบัติเอารักษาเอา  อย่ามาติดภพติดชาติอย่ามาคิดติดถ้ำติดเหว ติดหิน ติดเขาอยู่ที่แถวนี้พวกนี้มันเกิดพร้อมโลกมันก็เป็นไปอยู่อย่างนี้
                วัตถุพวกนี้ไม่มีใครที่จะสามารถนำติดตนตามตัวไปสู่ภพน้อยภพใหญ่ได้ จะเอาไปได้แต่ศีลธรรม  คือ  คุณงามความดี ประพฤติปฏิบัติละชั่ว กระทำดี ละกาย  วาจา  ใจ  ให้อยู่ในขอบในเขต  ในศีลในธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เห็นเป็นของอนิจจัง  เป็นทุกขัง  เป็นของไม่เที่ยงเป็นอนัตตาดับสูญไป  เราจะมายึดมาถือสิ่งเหล่านี้ไม่สมควร  ให้ปฏิบัติรักษาเอา  สิ้นจากภพชาติเหล่านี้จะได้ไปสู่สุคติภูมิภพใหม่อย่างเช่นได้มาเกิดเป็นมนุษย์อย่างอาตมานี้ จะได้ออกบวช  จะได้บำเพ็ญประพฤติปฏิบัติในศีลในธรรม  จะได้มีความสุขความเจริญสร้างบารมีต่อไปสู่ภพน้อยภพใหญ่จะมีโภคสมบัติ  มีบริวารสมบัติ หรือมีสติมีปัญญาเฉลียวฉลาดสามารถรู้เหตุรู้ผล  รู้ดีรู้ชั่ว  รู้ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เอามาชำระกาย  วาจาใจของเรา  กิเลส  โลภะ  โทสะ  โมหะ  ตัณหา  อุปาทานที่เราถือมั่นยึดมั่นในสิ่งต่าง ๆ  เราติดภพติดชาติ  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  โภชนาหารเห็นว่ามันดี  เห็นรูปเราว่ามันสวยมันงามเราก็ติด  ฟังเสียงเราก็ว่าเสียงเราก็ว่าเสียงมันดีเพระเสนาะโสตเราก็ติดเมื่อจมูกได้กลิ่นเราว่ากลิ่นมันหอมมันดีเราก็ติด  ลิ้นได้สัมผัสรสเราก็ว่ารสอร่อยรสดีเราก็ติด  สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเราติดมันก็ขัด ก็ข้องมันยึด มันข้อง มันติด  จิตใจมันก็ติด  เสร็จแล้วเมื่อมรณะมาถึงคือตายก็จะไปไม่ได้  เพราะสิ่งเหล่านี้มันติด มันขัด มันข้อง  มันก็ต้องกลับมาเกิดอีก
                ผลสุดท้ายก็เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ  หาที่สิ้นสุดไม่ได้เพราะเราติดในภพ  ในชาติ  ชาติคือความเกิด  ภพภูมิคือที่อยู่  ชาติปิทุกขา  ชาติ  ความเกิดมันเป็นทุกข์  นี่พระพุทธองค์ท่านทรงบัญญัติเอาไว้  ชี้แจงเอาไว้  ชราปิทุกขา  ความแก่ชราคร่ำคร่าก็เป็นทุกข์  มรณัฌปิทุกขัง  ความตายก็เป็นทุกข์  ฉะนั้นการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฎเป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์ของสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงผู้จมอยู่ในกิเลส  ตัณหา  ราคะ  มานะ  ทิฐิ  ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ไม่มีเหตุไม่มีผลไม่เป็นความจริง  เพราะโมหะคือความหลงใหล  หลงในสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นของดี  มีสาระเป็นประโยชน์  ที่จริงแล้วสิ่งเหล่านี้ไม่มีสาระ  ไม่เป็นประโยชน์  เป็นแต่ทุกข์ขึ้นชื่อว่าเกิดแล้วจะไม่มีทุกข์ไม่มี  ภพใดชาติใดที่เราไปเกิดภพภูมินั้นก็เป็นทุกข์แม้แต่พืชต้นไม้  เมื่อมันเกิดแล้ว  ก็ยังมีศัตรูไปเบียดเบียนมันพอมันแก่ชราคร่ำคร่าผลสุดท้ายมันก็ตายเหมือนกัน  แม้อายุมันจะยืนยาวนาน  แต่ความแก่ความชราคร่ำคร่าความเศร้าความหมองมันมี  เพราะมันมีสังขาร  มันมีร่างกาย  มีตนมีตัวเหมือนกับเรานี่เป็นธรรมย่อ ๆ  ที่อาตมาแสดงเทศน์โปรดให้ญาติพวกนั้นฟังเขาเหล่านั้นเมื่อได้ยินได้ฟังก็เกิดความปีติ  ความยินดีในศีลในธรรม  รับเอาธรรมะอันนั้นไปประพฤติปฏิบัติ  เดี๋ยวนี้รู้สึกว่าเขาจะไปหมดแล้วพวกเก่า ๆ  ไม่ค่อยมีหรอกประวัติการก่อสร้างวัดถ้ำพรหมสวัสดิ์
                เมื่อ  พ.ศ.  ๒๕๒๔  มีคนกลุ่มหนึ่งมาจากสกลนคร  บอกว่า  เพิ่งรู้ว่าหลวงปู่อยู่ที่นี่  อาตมาบอกว่าจะปรับพื้นที่ให้เสมอกันให้สวย  เหมาะสมกับพระประธานใหญ่ที่เรากำลังจะสร้าง  เขาก็ช่วยถึงญาติโยมผู้มีศรัทธามีปัจจัยมาจากรุงเทพฯ  มีโยมธเนศ  โยมกฤษฏา  โยมนพ  อาจารย์มานิตย์  สอนอยู่รามคำแหง  มาช่วยสร้างบอกว่าจะปรับพื้นที่ให้มันสวยงามเหมาะสมตอนปรับพื้นถ้ำได้  ๒  วัน  มีผู้หญิง  ๒  คนมาคุ้ยดินอยู่ข้างนอกเขาบอกว่าเขาเอายังขึ้นไม่หมดเขาก็หาของเขา  พอรุ่งขึ้นมาอีกวันอาตมาก็เดินไปรอบ ๆ  พระประธานแล้วบอกว่า  มาติดมาขัดมาข้องกับข้าวเงินทองอยู่  ถ้าใครมีเงินทองข้าวของก็เอามาอาตมาจะพาสร้างพระประธานเอาบุญเอากุศล  จะได้หลุดได้พ้นจากภพจากชาติ  ตะมาติดกับข้าวของวัตถุเงินทองต่าง ๆ  เฝ้าอยู่ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันปีกี่กัปแล้ว  มันได้ดีอะไรขึ้นมา  ก็เป็นทุกข์อยู่อย่างนี้แหละ  อย่ามัวขี้เหนียว  มัวห่วงอยู่เลยโยม  ญาติพี่น้องทั้งหลายถึงกาลถึงเวลาที่อาตมาจะพาสร้างแล้วสร้างเอาบุญเอากุศลเราจะได้เลิกกันเสียทีข้าวของเงินทองและวัตถุต่าง ๆ  ก็ไม่เห็นเขาว่าไงบางคนก็เอามาให้ดูบางคนก็เงียบทั้งที่อาตมาเห็นอยู่ที่เขาเก็บนะมีคนหนึ่งซึ่งพ่อใหญ่เสนเอาเงินเป็นแท่งมาให้ดูกำมาสองกำมือ  อาตมาก็เฉย  เห็นแล้วก็ไม่ว่า  อีกพวกหนึ่งมันอยู่ในไหเอาหลงไวในเหวหลังพระประธานใหญ่  ตรงระหว่างฤษีทั้งสององค์เป็นเหวลึก  ก่อนที่จะถมอาตมาจะเอาไว้ที่นี่หรือจะเอาขึ้น  ถ้าเอาขึ้นก็เอาขึ้นนะ  พรุ่งนี้จะเทปูนปิดเขาไม่ว่าอะไร  ถึงเวลาช่างเขาเทปูนปิด  จนกระทั่งทุกวันนี้  เขายังหวงยังห่วงอยู่  พ่อใหญ่เสนนี่อายุมากนะร้อยกว่าปี  แต่ยังแข็งแรงอยู่  อาตมาคิดว่าจะอยู่ที่นี่สัก  ๗  วัน  ผลสุดท้ายมาติดมาขัด  สงสารพวกญาติเลยอยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้
                ผลสุดท้ายหลวงปู่มาสร้างวัดก็เป็นภาระ  ทั้งที่ตัวเองลงมาจากถ้ำจันทร์ภูทอก  บึงกาฬกับหลวงปู่คำบุ  พ.ศ.  ๒๕๑๓  มาอยู่อำเภอหัวตะพานจังหวัดอำนาจเจริญมาสร้างวัดอยู่ที่นั่นเป็นวัดป่าตั้งชื่อวัดป่าสันติวนาราม  บ้านเหล่าขาว  ตำบลโพนเมืองน้อย  อำเภอหัวตะพาน  จังหวัดอำนาจเจริญ  ที่  ๖๕  ไร่  มาสร้างอยู่ที่นั่นปี  พ.ศ.  ๒๕๑๔  อยู่กับหลวงปู่คำบุ  ธมฺมธโร  อาจารย์ใหญ่พอฝังลูกนิมิตฉลองโบสถ์เสร็จแล้วปี  พ.ศ.  ๒๕๒๔  หลวงปู่ถึงได้เดินทางมาที่นี่  คิดว่าการก่อสร้างนี้เราสร้างมานานแล้วมันเหนื่อยว่าจะหยุดพักก็ได้แค่  ๓  ปี  จาก  ๗  วัน  เป็น  ๒๐  ปี  ด้วยมีเหตุ
                พ.ศ.  ๒๕๒๗  เริ่มมีปัญหาขึ้นมาหลวงปู่มองดูญาติโยมมาหามั่ง  ลูกหลานสานุศิษย์พระเณร  เขาก็มาเขารู้ว่าอยู่ที่นี่  เอ.....มาแล้วท่านจะพักที่ไหนถ้าไม่สร้างเราจะมีภาระอีกแล้ว  ก็มีจริง ๆ  จำเป็นต้องสร้างถ้าจะอยู่ตั้งเป็นวัดทางป่าไม้เขาไม่ให้สร้างบนหลังเขา  ยกเว้นมีที่ข้างล่าง  ๘  ไร่  ขึ้นไป  ขออนุญาตสร้างวัดแล้วอนุรักษ์ป่าไม้พวกนี้หลวงปู่มาซื้อที่แล้วขออนุญาตสร้างวัด  ไปเชิญป่าไม้อำเภอป่าไม้  จังหวัดที่ดินอำเภอที่ดินจังหวัดมาขออนุรักษ์ถ้ำนี้  ป่า  สัตว์ป่า  พอเขามาเห็นถ้ำเขาให้เลย  บอกว่าเอาเลยหลวงพ่อ  ถ้ำสวย ๆ  อย่างนี้เอาไว้เป็นสมบัติของลูกของหลาน  ต้นไม้  กระรอก  กระแต  ไก่ป่ามันจะได้มีที่พึ่งพาอาศัย  นิมนต์หลวงพ่อเลยตอนนี้เราได้ที่แล้วเรื่องที่อาตมาเล่าให้ฟังนี้เป็นประวัติโดยย่อๆ   ที่มาอยู่ที่นี้ว่าจะอยู่แค่  ๗  วัน  กลายเป็น  ๒๐  ปี  เพราะสงสารญาติโยม  ญาติในอดีตที่คอยอยู่มีจริง  ๆ   หลายพวกหลายหมู่ที่อยู่ในนั้น  รู้สึกพวกเก่า ๆ  จะไป  พวกใหม่ก็มาพวกที่ยังค้างอยู่ยังไม่ได้ไปเกิดก็มี
                ด้วยผลแห่งศีลทานความดี
                เมื่อปี  พ.ศ.  ๒๕๔๓  ที่ผ่านมานี้หลวงปู่ยังงงอยู่เหมือนกันเขาลงมาจากถ้ำ  บอกว่า.........ลาก่อนเด้อ.....ปู่  เป็นผู้หญิง  และที่ตามมาก็มีหลายคน  ที่แปลกที่สุดมีช้าง  ๔ -  ๕  เชือก  เข้ามาแห่รับเอาผู้หญิงคนนั้นไป  บอก......ไปก่อนไปคอยอยู่เปลือยใหญ่เด้อ.......หลวงปู่ยังไม่รู้เหมือนกันว่าเปลือยใหญ่อยู่ที่ไหนแต่ในนิมิตเขาบอกอย่างนั้น  เมื่อก่อนเขาอยู่ที่นี่เป็นหัวหน้า  หลวงปู่ถึงว่า  ผลศีล  ผลทาน  ผลธรรม  อำนาจศีลธรรมคุณงามความดีเราอยู่  ณ  สถานที่ใดก็อยู่ได้  ถ้าเราประพฤติปฏิบัติดีทำดีปกติแล้วถ้ำตรงนี้ญาติโยมแถวนี้เล่าให้ฟังว่าพระมาอยู่ไม่ได้  มาจากไหนก็อยู่ไม่ได้จนกระทั้งหลวงปู่มา ๆ องค์เดียวเขายังพูดอยู่ออกพรรษาเขาก็เล่าให้ฟังบอกหลวงพ่อรูปนี้มาอยู่รูปเดียว  ลองดูจะอยู่ได้สักกี่วันถ้าสามวันไม่เห็นไปบิณฑบาตเตรียมเก็บศพเพราะพระมาอยู่ที่นี้มาเช้าเย็นหายมาเย็นหายเช้าขืนอยู่ก็ป่วยตายอยู่ที่นี้ก็มี  คงใช่เพราะอาตมาเห็นพฤติการณ์แล้วมีส่วน  แต่หลวงปู่มันเกี่ยวเนื่องว่า  เป็นญาติกับพวกเทพ  รุกขเทวดาที่เคยอยู่มาก่อน  อีกอย่างหนึ่งเราปฏิบัติในศีลในธรรม  เราไม่เคยละเคยเว้น  เราไม่ประมาทแผ่เมตตา  อุทิศบุญกุศลชักนำแนะทาง  ชี้ช่องบอกทางให้เขาละชั่ว  กระทำดีให้ละจากภพจากชาติจากรูป  เสียง  กลิ่น  รส  สัมผัส  ธรรมารมณ์  มีหู  ตา  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  ที่รู้ที่เห็นแล้วให้ถอดให้ถอนออก  เขาก็ได้รับศีล  รับพร  รับคุณงามความดีที่เรา  บำเพ็ญให้เขาได้ไปสู่ซึ่งภพภูมิที่ดีขึ้น  ส่วนเรายังติดยังข้องอยู่  กับการก่อการสร้างวัตถุอะไรทำนองนี้ยังสร้างไม่เสร็จก็อยู่ไปเรื่อย ๆ  จนกว่าจะสร้างถึงจะไป.......
                อานิสงส์ของการปฏิบัติ
                พอหลังจากนั้นมา  หลวงปู่คิดว่า  การปฏิบัติในศีลในธรรมแผ่เมตตาแก่สรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงน้อยใหญ่นี้  เราทำอยู่ในขอบเขตพระธรรมวินัยมีคนช่วยรุกขเทวดาเขาก็ช่วย  แม้แต่เป็นไข้ก็มีผู้มาช่วยทำให้เราเกิดความภาคภูมิใจ เกิดความอิ่ม  ความปิติในธรรม  ขยันปฏิบัติ  เดินจงกรมมากกว่าเดิม  ข้าวปลาไม่อยากฉันท์ถ้าฉันก็ฉันน้อย ๆ  ฉันมากมันง่วงพอฉันเสร็จสองโมงหรือกี่โมงก็แล้วแต่  ท่านให้ลงเดินจงกรม  โน่นสิบเอ็ดโมงตีระฆังถึงจะเลิก  ทีนี้ก็บ่ายสอง  ตีระฆังปฏิบัติถึงบ่ายสามเลิก  ปัดกวาดวัดวาอาราม  กุฏิ  วิหาร  ทำอยู่อย่างนี้  พอหกโมงครึ่งก็สรงน้ำครูบาอาจารย์  เสร็จเรียบร้อยก็ฉันน้ำร้อนน้ำชา  ท่านพาทำวัตรสวดมนต์  เมื่อมีเทศน์มีอะไรท่านก็เทศน์ให้ฟัง  ไม่มีท่านก็สั่งเลิก  ต้องปฏิบัติถึงสี่ทุ่มตีระฆังสี่ทุ่มพักใครจะทำต่อก็แล้วแต่ความพากเพียรพอตีสามก็ตีระฆัง  ทำอย่างนี้มาอยู่ตลอดฉันมื้อเดียว  ฉันรวมในบาตร  บิณฑบาตเป็นวัตรจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้
                ครูอาจารย์ที่หลวงปู่เคยอยู่อบรมกัมมัฏฐานและจำพรรษาด้วยตั้งแต่  พ.ศ.  ๒๕๐๐ -  พ.ศ.  ๒๕๒๔
                ๑.            พระครูพุฒิวราคม                                วัดประชานิยม
                ๒.           หลวงปู่ขาว          อนาลโย                   วัดถ้ำกองเพล
                ๓.            หลวงปู่ชอบ         ฐานสโม                  วัดป่าสัมมานุสรณ์
                ๔.            หลวงปู่เทสส์       เทสรํสี                     วัดหินหมากเป้ง
                ๕.           หลวงปู่บุญ           ชินวํโส                    วัดประชานิยม
                ๖.             หลวงปู่ตื้อ            อจลธมฺโม              วัดป่าอรัญวิเวก
                ๗.           หลวงปู่ฝั้น           อาจาโร                    วัดป่าอุดมสมพร
                ๘.           หลวงปู่คำดี          ปภาโส                    สำนักสงฆ์ถ้ำผาปูนิมิต
                ๙.            พระอาจารย์จวน   กุลเชฏฺโฐ                วัดเจติยาคิรีวิหาร  ( ภูทอก )
                ๑๐.          พระอาจารย์วัน    อุตฺตโม                    วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม  ( ถ้ำพวง )
                ๑๑.          พระอาจารย์คำบุ   ธมฺมธโร                 วัดสันติวนาราม
                ๑๒.        พระอาจารย์สิงห์ทอง   ธมฺมวโร            วัดป่าแก้วชุมพล
๑๓.         พระอาจารย์มหาสีทน                                          สำนักสงฆ์ถ้ำผาปูนิมิต
                ๑๔.         หลวงปู่ดู่    พรหมปัญโญ                     วัดสระแก
                 
                การประพฤติปฏิบัติหลวงปู่ก็ได้ดำเนินมาโดยตลอดจนกระทั่งปัจจุบันนี้อายุก็มากแล้ว ขอฝากลูกบอกหลาน ในสมัยปัจจุบันที่โลกกำลังเจริญ ทั้งด้านวัตถุต่างๆ ก็แตกต่างมีมากมายหลากหลายจนไม่รู้อะไรเป็นอะไรทันสมัยไปหมด ให้พากันหมั่นบำเพ็ญบุญกุศล  ให้เกิดให้มีขึ้นแก่ตนให้มากๆ ล่ะ ปล่อยวาง ในสิ่งที่ไม่ดี พยายามขวานขวายเอาคุณงามความดีให้เกิดมีขึ้นในจิตใจให้มากๆ จะได้ไม่เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เพราะกาลเวลา ล่วงเลยผ่านไปทุกคืนวันอย่าปล่อยให้เวลาอันมีค่าเช่นนี้ผ่ามาและผ่านไปเฉยๆ เพราะความตายมันมา มันมี และเกิดขึ้นได้ทุกขณะ เมื่อความตายมาเยือนครั้นจะทำอะไร ก็สายไปเสีย...ถึงเขาจะอุทิศอะไรให้ก็ไม่เท่ากับเราหาเอาเองในขณะที่มีชีวิตอยู่หรอก...
powered by ธุรกิจไทย GO ONLINE